2007/Dec/28

เช่าทรัพย์ มาตรา ๕๓๗
            อันว่า เช่า ทรัพย์สิน นั้น คือ สัญญา ซึ่ง บุคคลคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้ให้เช่า ตกลงให้ บุคคลอีกคนหนึ่ง เรียกว่า ผู้เช่า ได้ใช้ หรือ ได้รับประโยชน์ ใน ทรัพย์สิน อย่างใดอย่างหนึ่ง ชั่วระยะเวลา อันมีจำกัด และ ผู้เช่า ตกลงจะให้ ค่าเช่า เพื่อการนั้น
 มาตรา ๕๓๘
            เช่า อสังหาริมทรัพย์นั้น ถ้า มิได้มีหลักฐาน เป็นหนังสือ อย่างหนึ่งอย่างใด ลงลายมือชื่อ ฝ่ายที่ต้องรับผิด เป็นสำคัญ ท่านว่า จะฟ้องร้อง ให้บังคับคดี หาได้ไม่ ถ้า เช่ามีกำหนด กว่าสามปี ขึ้นไป หรือ กำหนดตลอดอายุ ของผู้เช่า หรือ ผู้ให้เช่าไซร้ หากมิได้ ทำเป็นหนังสือ และ จดทะเบียน ต่อพนักงานเจ้าหน้าที่ ท่านว่า การเช่านั้น จะฟ้องร้อง ให้บังคับคดี ได้แต่เพียง สามปี
 มาตรา ๕๓๙
            ค่าฤชาธรรมเนียม
ทำสัญญาเช่านั้น คู่สัญญา พึงออกใช้เสมอกัน ทั้งสองฝ่าย มาตรา ๕๔๐
            อัน อสังหาริมทรัพย์ ท่านห้าม มิให้เช่ากัน เป็นกำหนดเวลา เกินกว่า สามสิบปี ถ้า ได้ทำสัญญากันไว้ เป็นกำหนดเวลา นานกว่านั้น ท่านก็ให้ลดลงมาเป็น สามสิบปี
            อนึ่ง กำหนดเวลาเช่า ดั่งกล่าวมานี้ เมื่อ สิ้นลงแล้ว จะต่อสัญญาอีก ก็ได้ แต่ต้องอย่าให้เกิน สามสิบปี นับแต่ วันต่อสัญญา
 มาตรา ๕๔๑
            สัญญาเช่านั้น จะทำกันเป็นกำหนดว่า ตลอดอายุของ ผู้ให้เช่า หรือ ของ ผู้เช่า ก็ให้ทำได้
 มาตรา ๕๔๒
            บุคคลหลายคน เรียกเอา สังหาริมทรัพย์ อันเดียวกัน อาศัยมูลสัญญาเช่า ต่างราย ท่านว่า ทรัพย์ ตกไปอยู่ในครอบครอง ผู้เช่าคนใดก่อน ด้วยสัญญาเช่าทรัพย์นั้น คนนั้น มีสิทธิยิ่งกว่า คนอื่นๆ
 มาตรา ๕๔๓
            บุคคลหลายคน เรียกเอา อสังหาริมทรัพย์ อันเดียวกัน อาศัยมูลสัญญาเช่า ต่างราย ท่านให้วินิจฉัย ดั่งต่อไปนี้
                    (๑) ถ้า การเช่านั้น เป็นประเภท ซึ่ง มิได้บังคับไว้ โดยกฎหมายว่า ต้องจดทะเบียน ท่านให้ถือว่า ผู้เช่า ซึ่ง ได้ทรัพย์สิน ไปไว้ในครอบครองก่อน ด้วยสัญญาเช่า ของตนนั้น มีสิทธิยิ่งกว่า คนอื่นๆ
                    (๒) ถ้า การเช่าทุกๆราย เป็นประเภท ซึ่ง บังคับไว้ โดยกฎหมายว่า ต้องจดทะเบียน ท่านให้ถือว่า ผู้เช่า ซึ่ง ได้จดทะเบียนการเช่าของตน ก่อนนั้น มีสิทธิยิ่งกว่า คนอื่นๆ
                    (๓) ถ้า การเช่า มีทั้ง ประเภท ซึ่ง ต้องจดทะเบียน และ ประเภท ซึ่ง ไม่ต้องจดทะเบียน ตามกฎหมาย ยันกันอยู่ไซร้ ท่านว่า ผู้เช่า คนที่ได้ จดทะเบียนการเช่า ของตนนั้น มีสิทธิยิ่งกว่า เว้นแต่ ผู้เช่าคนอื่น จะได้ทรัพย์สินนั้น ไปไว้ในครอบครอง ด้วยการเช่าของตนเสีย แต่ก่อน วันจดทะเบียนนั้นแล้ว
   มาตรา ๕๔๔
            ทรัพย์สิน ซึ่ง เช่านั้น ผู้เช่า จะให้เช่าช่วง หรือ โอนสิทธิของตน อันมีใน ทรัพย์สินนั้น ไม่ว่าจะ ทั้งหมด หรือ แต่บางส่วน ให้แก่บุคคลภายนอก ท่านว่า หาอาจทำได้ไม่ เว้นแต่ จะได้ตกลงกันไว้ เป็นอย่างอื่น ในสัญญาเช่า
            ถ้า ผู้เช่า ประพฤติฝ่าฝืน บทบัญญัติอันนี้ ผู้ให้เช่า จะบอกเลิกสัญญาเสีย ก็ได้
 มาตรา ๕๔๕
            ถ้า ผู้เช่า เอา ทรัพย์สิน ซึ่ง ตนเช่า ไปให้ผู้อื่น เช่าช่วง อีกทอดหนึ่ง โดยชอบ ท่านว่า ผู้เช่าช่วง ย่อมต้องรับผิด ต่อผู้ให้เช่าเดิม โดยตรง ในกรณีเช่นว่านี้ หากผู้เช่าช่วง จะได้ใช้ค่าเช่า ให้แก่ผู้เช่าไปก่อน ท่านว่า ผู้เช่าช่วง หาอาจจะยกขึ้น เป็นข้อต่อสู้ ผู้ให้เช่าได้ไม่
            อนึ่ง บทบัญญัติ อันนี้ ไม่ห้ามการที่ ผู้ให้เช่า จะใช้สิทธิของตน ต่อผู้เช่า
 มาตรา ๕๔๖
            ผู้ให้เช่า จำต้องส่งมอบ ทรัพย์สิน ซึ่ง ให้เช่านั้น ในสภาพ อันซ่อมแซมแล้ว
 มาตรา ๕๔๗
            ผู้เช่า ต้องเสียค่าใช้จ่ายไป โดยความจำเป็น และสมควร เพื่อรักษา ทรัพย์สิน ซึ่ง เช่านั้นเท่าใด ผู้ให้เช่า จำต้องชดใช้ให้แก่ ผู้เช่า เว้นแต่ ค่าใช้จ่าย เพื่อบำรุงรักษา ตามปกติ และ เพื่อซ่อมแซม เพียงเล็กน้อย
 มาตรา ๕๔๘
            ถ้า ผู้ให้เช่า ส่งมอบ ทรัพย์สิน ซึ่ง เช่านั้น โดยสภาพ ไม่เหมาะ แก่การที่จะใช้ประโยชน์ ที่เช่ามา ผู้เช่า จะบอกเลิกสัญญาเสีย ก็ได้
 มาตรา ๕๔๙
            การส่งมอบ ทรัพย์สิน ซึ่ง เช่า ก็ดี ความรับผิด ของผู้ให้เช่า ในกรณี ชำรุดบกพร่อง และ รอนสิทธิ ก็ดี ผลแห่งข้อสัญญาว่า จะไม่ต้องรับผิด ก็ดี เหล่านี้ ท่านให้บังคับด้วย บทบัญญัติทั้งหลาย แห่ง ประมวลกฎหมายนี้ ว่าด้วย การซื้อขาย อนุโลมความตามควร
 มาตรา ๕๕๐
            ผู้ให้เช่า ย่อมต้องรับผิด ในความชำรุดบกพร่อง อันเกิดขึ้น ในระหว่างเวลาเช่า และ ผู้ให้เช่า ต้องจัดการซ่อมแซม ทุกอย่าง บรรดา ซึ่ง เป็นการจำเป็น เว้นแต่ การซ่อมแซม ชนิด ซึ่ง มีกฎหมาย หรือ จารีตประเพณีว่า ผู้เช่า จะพึงต้องทำเอง
 มาตรา ๕๕๑
            ถ้า ความชำรุดบกพร่อง แห่งทรัพย์สิน ที่เช่านั้น ไม่เป็นเหตุ ถึงแก่ ผู้เช่า จะต้องปราศจาก การใช้ประโยชน์ และ ผู้ให้เช่า ยังแก้ไขได้ไซร้ ผู้เช่า ต้องบอกกล่าวแก่ ผู้ให้เช่า ให้จัดการแก้ไข ความชำรุดบกพร่องนั้นก่อน ถ้าและ ผู้ให้เช่า ไม่จัดทำให้คืนดี ภายในเวลา อันสมควร ผู้เช่า จะบอกเลิกสัญญาเสีย ก็ได้ หากว่า ความชำรุดบกพร่องนั้น ร้ายแรง ถึงสมควร จะทำเช่นนั้น
 มาตรา ๕๕๒
            อันผู้เช่า จะใช้ ทรัพย์สิน ที่เช่า เพื่อการอย่างอื่น นอกจากที่ใช้กัน ตามประเพณีนิยมปกติ หรือ การดั่งกำหนดไว้ ในสัญญานั้น ท่านว่า หาอาจจะทำได้ไม่
  มาตรา ๕๕๓
            ผู้เช่า จำต้องสงวน ทรัพย์สิน ที่เช่านั้น เสมอกับที่ วิญญูชน จะพึงสงวน ทรัพย์สิน ของตนเอง และ ต้องบำรุงรักษา ทั้งทำการ ซ่อมแซมเล็กน้อยด้วย
 มาตรา ๕๕๔
            ถ้า ผู้เช่า กระทำการฝ่าฝืน บทบัญญัติใน มาตรา ๕๕๒ มาตรา ๕๕๓ หรือ ฝ่าฝืนสัญญา ผู้ให้เช่า จะบอกกล่าว ให้ผู้เช่า ปฏิบัติให้ถูกต้อง ตามบทกฎหมาย หรือ ข้อสัญญานั้นๆ ก็ได้ ถ้าและ ผู้เช่า ละเลยเสีย ไม่ปฏิบัติตาม ท่านว่า ผู้ให้เช่า จะบอกเลิกสัญญาเสีย ก็ได้
 มาตรา ๕๕๕
            ผู้เช่า จำต้องยอมให้ ผู้ให้เช่า หรือ ตัวแทน ของผู้ให้เช่า เข้าตรวจดู ทรัพย์สิน ที่เช่า เป็นครั้งคราว ในเวลา และ ระยะอันสมควร
 มาตรา ๕๕๖
            ถ้า ในระหว่างเวลาเช่า มีเหตุจะต้องซ่อมแซม ทรัพย์สิน ซึ่ง เช่านั้น เป็นการเร่งร้อน และ ผู้ให้เช่า ประสงค์จะทำการ อันจำเป็น เพื่อที่จะซ่อมแซม เช่นว่านั้นไซร้ ท่านว่า ผู้เช่า จะไม่ยอมให้ทำนั้น ไม่ได้ แม้ถึงว่า การนั้น จะเป็นความไม่สะดวก แก่ตน ถ้า การซ่อมแซม เป็นสภาพ ซึ่ง ต้องกินเวลานาน เกินสมควร จนเป็นเหตุให้ ทรัพย์สินนั้น ไม่เหมาะแก่การ ที่จะใช้เพื่อประโยชน์ ที่เช่ามา ผู้เช่า จะบอกเลิกสัญญาเสีย ก็ได้
 มาตรา ๕๕๗
            ในกรณีอย่างใดๆ ดั่งจะกล่าวต่อไปนี้ คือ
                    (๑) ถ้า
ทรัพย์สิน ที่เช่านั้น ชำรุด ควรที่ ผู้ให้เช่า จะต้องซ่อมแซม ก็ดี
                    (๒) ถ้า จะต้องจัดการ อย่างหนึ่งอย่างใด เพื่อปัดป้อง ภยันตราย แก่ทรัพย์สินนั้น ก็ดี
                    (๓) ถ้า บุคคลภายนอก รุกล้ำเข้ามาใน ทรัพย์สิน ที่เช่า หรือ เรียกอ้างสิทธิ อย่างใดอย่างหนึ่ง เหนือ ทรัพย์สินนั้น ก็ดี
            ในเหตุดั่งกล่าวนั้น ให้ ผู้เช่า แจ้งเหตุแก่ ผู้ให้เช่า โดยพลัน เว้นแต่ ผู้ให้เช่า จะได้ทราบเหตุนั้น อยู่ก่อนแล้ว
            ถ้า ผู้เช่า ละเลยเสีย ไม่ปฏิบัติตาม บทบัญญัตินี้ไซร้ ท่านว่า ผู้เช่า จะต้องรับผิด ต่อผู้ให้เช่า ในเมื่อ ผู้ให้เช่า ต้องเสียหายอย่างใดๆ เพราะ ความละเลยชักช้า ของผู้เช่านั้น
 มาตรา ๕๕๘
            อัน ทรัพย์สิน ที่เช่านั้น ถ้า มิได้รับอนุญาต ของผู้ให้เช่าก่อน ผู้เช่า จะทำการดัดแปลง หรือ ต่อเติม อย่างหนึ่งอย่างใด หาได้ไม่ ถ้าและ ผู้เช่า ทำไป โดยมิได้รับอนุญาต ของผู้ให้เช่า เช่นนั้นไซร้ เมื่อ ผู้ให้เช่า เรียกร้อง ผู้เช่า จะต้องทำให้ ทรัพย์สินนั้น กลับคืนคงสภาพเดิม ทั้งจะต้องรับผิด ต่อผู้ให้เช่า ในความสูญหาย หรือ บุบสลายอย่างใดๆ อันเกิดแต่ การดัดแปลงต่อเติมนั้นด้วย
 มาตรา ๕๕๙
            ถ้า ไม่มีกำหนด โดยสัญญา หรือ โดยจารีตประเพณีว่า จะพึงชำระค่าเช่า ณ เวลาใด ท่านให้ชำระ เมื่อ สิ้นระยะเวลา อันได้ตกลงกำหนดกันไว้ ทุกคราวไป กล่าวคือว่า ถ้า เช่ากันเป็นรายปี ก็พึงชำระค่าเช่า เมื่อ สิ้นปี ถ้า เช่ากันเป็นรายเดือน ก็พึงชำระค่าเช่า เมื่อ สิ้นเดือน
  มาตรา ๕๖๐
            ถ้า ผู้เช่า ไม่ชำระค่าเช่า ผู้ให้เช่า จะบอกเลิกสัญญาเสีย ก็ได้
            แต่ถ้า ค่าเช่านั้น จะพึงส่งเป็นรายเดือน หรือ ส่งเป็นระยะเวลา ยาวกว่า รายเดือนขึ้นไป ผู้ให้เช่า ต้องบอกกล่าว แก่ผู้เช่าก่อนว่า ให้ชำระค่าเช่า ภายในเวลาใด ซึ่ง พึงกำหนด อย่าให้น้อยกว่า สิบห้าวัน
 มาตรา ๕๖๑
            ถ้า มิได้ทำหนังสือ ลงลายมือชื่อ ของคู่สัญญา แสดงไว้ต่อกันว่า ทรัพย์สิน ที่ให้เช่า มีสภาพอยู่อย่างไร ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า ผู้เช่า ได้รับ ทรัพย์สิน ที่เช่านั้นไป โดยสภาพ อันซ่อมแซมดีแล้ว และเมื่อ สัญญาได้เลิก หรือ ระงับลง ผู้เช่า ก็ต้องส่งคืน ทรัพย์สิน ในสภาพเช่นนั้น เว้นแต่ จะพิสูจน์ได้ว่า ทรัพย์สินนั้น มิได้ซ่อมแซมไว้ดี ในขณะที่ส่งมอบ
 มาตรา ๕๖๒
            ผู้เช่า จะต้องรับผิด ในความสูญหาย หรือ บุบสลาย อย่างใดๆ อันเกิดขึ้นแก่ ทรัพย์สิน ที่เช่า เพราะความผิด ของผู้เช่าเอง หรือ ของบุคคล ซึ่ง อยู่กับผู้เช่า หรือ ของผู้เช่าช่วง
            แต่ ผู้เช่า ไม่ต้องรับผิด ในความสูญหาย หรือ บุบสลาย อันเกิดแต่การใช้ ทรัพย์สินนั้น โดยชอบ
 มาตรา ๕๖๓
            คดี อัน ผู้ให้เช่า จะฟ้อง ผู้เช่า เกี่ยวแก่สัญญาเช่านั้น ท่านห้ามมิให้ฟ้อง เมื่อ พ้นกำหนด หกเดือน นับแต่ วันส่งคืน ทรัพย์สิน ที่เช่า
 มาตรา ๕๖๔
            อันสัญญาเช่านั้น ท่านว่า ย่อมระงับไป เมื่อ สิ้นกำหนดเวลา ที่ได้ตกลงกันไว้ มิพักต้องบอกกล่าวก่อน
 มาตรา ๕๖๕
            การเช่าถือสวนนั้น
ท่านให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า เช่ากัน ปีหนึ่ง
            การเช่านา ก็ให้สันนิษฐานไว้ก่อนว่า เช่ากัน ตลอดฤดูทำนา ปีหนึ่ง
 มาตรา ๕๖๖
            ถ้า กำหนดเวลาเช่า ไม่ปรากฏ ในความตกลงกัน หรือ ไม่พึงสันนิษฐานได้ไซร้ ท่านว่า คู่สัญญาฝ่ายใด จะบอกเลิกสัญญาเช่า ในขณะเมื่อ สุดระยะเวลา อันเป็นกำหนดชำระค่าเช่า ก็ได้ ทุกระยะ แต่ต้องบอกกล่าวแก่ อีกฝ่ายหนึ่ง ให้รู้ตัวก่อน ชั่วกำหนดเวลา ชำระค่าเช่า ระยะหนึ่ง เป็นอย่างน้อย แต่ไม่จำต้อง บอกกล่าวล่วงหน้า กว่า สองเดือน
 มาตรา ๕๖๗
            ถ้า ทรัพย์สิน ซึ่ง ให้เช่า สูญหายไป ทั้งหมดไซร้ ท่านว่า สัญญาเช่า ก็ย่อมระงับไปด้วย
 มาตรา ๕๖๘
            ถ้า ทรัพย์สิน ซึ่ง ให้เช่า สูญหายไป แต่เพียงบางส่วน และ มิได้เป็นเพราะ ความผิดของ ผู้เช่า ท่านว่า ผู้เช่า จะเรียกให้ ลดค่าเช่า ลงตามส่วน ที่สูญหาย ก็ได้
            ในกรณีเช่นนี้ ถ้า ผู้เช่า ไม่สามารถใช้สอย ทรัพย์สิน ส่วนที่ยังคงเหลืออยู่นั้น สำเร็จประโยชน์ ได้ดั่งที่ได้มุ่งหมาย เข้าทำสัญญาเช่าไซร้ ท่านว่า ผู้เช่า จะบอกเลิกสัญญาเสีย ก็ได้
 มาตรา ๕๖๙
            อันสัญญาเช่า อสังหาริมทรัพย์นั้น ย่อมไม่ระงับไป เพราะเหตุ โอน กรรมสิทธิ์ ทรัพย์สิน ซึ่ง ให้เช่า
            ผู้รับโอน ย่อมรับไป ทั้งสิทธิ และ หน้าที่ ของ ผู้โอน ซึ่ง มีต่อ ผู้เช่านั้นด้วย
 มาตรา ๕๗๐
            ในเมื่อ สิ้นกำหนดเวลาเช่า ซึ่ง ได้ตกลงกันไว้นั้น ถ้า ผู้เช่า ยังคงครอง ทรัพย์สินอยู่ และ ผู้ให้เช่า รู้ความนั้นแล้ว ไม่ทักท้วงไซร้ ท่านให้ถือว่า คู่สัญญา เป็นอันได้ทำสัญญาใหม่ ต่อไปไม่มีกำหนดเวลา
 มาตรา ๕๗๑
            ถ้า สัญญาเช่าที่นา ได้เลิก หรือ ระงับลง เมื่อ ผู้เช่า ได้เพาะปลูกข้าวลงแล้วไซร้ ท่านว่า ผู้เช่า ย่อมมีสิทธิ ที่จะครองนานั้นต่อไป จนกว่าจะเสร็จ การเกี่ยวเก็บ แต่ ต้องเสียค่าเช่า
 เช่าซื้อ

มาตรา ๕๗๒
            อันว่า เช่าซื้อ นั้น คือ สัญญา ซึ่ง เจ้าของ เอา ทรัพย์สิน ออกให้เช่า และ ให้คำมั่นว่า จะ ขาย ทรัพย์สิน หรือ จะให้ ทรัพย์สิน นั้น ตกเป็นสิทธิ แก่ ผู้เช่า โดยเงื่อนไข ที่ ผู้เช่า ได้ใช้เงิน เป็นจำนวน เท่านั้นเท่านี้คราว
            สัญญา เช่าซื้อ นั้น ถ้า ไม่ได้
ทำเป็นหนังสือ ท่านว่า เป็นโมฆะ
 มาตรา ๕๗๓
            ผู้เช่า จะบอกเลิกสัญญา ในเวลาใดเวลาหนึ่ง ก็ได้ ด้วยส่งมอบ ทรัพย์สิน กลับคืนให้แก่เจ้าของ โดยเสียค่าใช้จ่าย ของตนเอง
 มาตรา ๕๗๔
            ในกรณีผิดนัด
ไม่ใช้เงิน สองคราวติดๆกัน หรือ กระทำผิดสัญญา ในข้อที่เป็นส่วนสำคัญ เจ้าของ ทรัพย์สิน จะบอกเลิกสัญญาเสีย ก็ได้ ถ้า เช่นนั้น บรรดาเงิน ที่ได้ใช้มาแล้วแต่ก่อน ให้ริบเป็นของ เจ้าของ ทรัพย์สิน และ เจ้าของ ทรัพย์สิน ชอบที่จะ กลับเข้าครอง ทรัพย์สิน นั้นได้ด้วย
            อนึ่ง ในกรณี กระทำผิดสัญญา เพราะผิดนัด ไม่ใช้เงิน ซึ่ง เป็นคราวที่สุดนั้น ท่านว่า เจ้าของ
ทรัพย์สิน ชอบที่จะ ริบบรรดาเงิน ที่ได้ใช้มาแล้ว แต่ก่อน และ กลับเข้าครอง ทรัพย์สิน ได้ต่อเมื่อ ระยะเวลาใช้เงิน ได้พ้นกำหนดไปอีก งวดหนึ่ง
            เช่าซื้อ

การไม่ชำระหนี้ของผู้เช่าซื้อ จนเป็นเหตุให้มีการเลิกสัญญาอันได้แก่ค่าใช้ทรัพย์ตลอดเวลาที่ผู้เช่าซื้อครอบครองทรัพย์อยู่ตามนัย ป.พ.พ.มาตรา ๓๙๑ วรรคสามเท่านั้น และถ้าทรัพย์ที่คืนมาเสียหายผู้เช่าซื้อต้องรับผิดนอกเหนือไปจากความเสียหายอันเกิดจากการใช้ทรัพย์โดยชอบอีกด้วย

คำพิพากษาฎีกาที่ ๙๘๕/๒๕๓๒ ในกรณีที่มีการเลิกสัญญาเช่าซื้อเพราะผู้เช่าซื้อ ผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อนั้น ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเข้าครอบครองรถยนต์คันที่เช่าซื้อ ริบเงินค่าเช่าซื้อที่ส่งแล้วและมีสิทธิเรียกร้องค่าใช้ทรัพย์ตลอดเวลาที่ผู้เช่าซื้อครอบครองทรัพย์อยู่ ภายหลังจากการเลิกสัญญาตามนัยแห่งประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๙๑ วรรคสาม และถ้าทรัพย์สินที่คืนมาเสียหายผู้เช่าซื้อต้องรับผิดนอกเหนือไปจากความเสียหายอันเกิดจากการใช้ทรัพย์โดยชอบ และต้องรับผิดสำหรับค่าใช้จ่ายในการติดตามเอารถยนต์ที่เช่าซื้อคืนมาให้แก่ผู้ให้เช่าซื้อด้วย

คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๓๕๘/๒๕๓๐ ประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ บรรพ ๓ ลักษณะ ๕ ว่าด้วยการเช่าซื้อ ไม่ได้บัญญัติเรื่องอายุความได้โดยตรง แต่ค่าเช่าซื้อก็เป็นค่าเช่าในการใช้ทรัพย์สินอย่างหนึ่ง ดังนั้น หากผู้ให้เช่าซื้อซึ่งเป็นพ่อค้าฟ้องเรียกร้องเอาค่าเช่าซื้อสังหาริมทรัพย์ (เครื่องรับโทรทัศน์) ที่ค้างชำระอยู่จึงต้องฟ้องเสียภายในอายุความ 2 ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๕ (๖) ไม่ใช่ ๑๐ ปี ตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๑๖๔

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๙๒/๒๕๑๒ ในกรณีที่ผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาและเรียกให้ผู้เช่าซื้อส่งคืนทรัพย์สินที่เช่าซื้อ หากส่งคืนไม่ได้ ให้ใช้ราคาแทนนั้น เป็นการที่เจ้าของกรรมสิทธิ์ให้สิทธิติดตามเรียกเอาทรัพย์สินคืนอยู่ภายในกำหนดอายุความ ๑๐ ปี

คำพิพากษาฎีกาที่ ๖๐๑/๒๕๑๓ เมื่อผู้เช่าซื้อผิดสัญญา ผู้ให้เช่าซื้อมีสิทธิเพียงริบค่าเช่าซื้อที่ได้รับไว้กับเรียกเอาทรัพย์ที่เช่าซื้อคืน จะเรียกเอาค่าเช่าที่ค้างด้วยไม่ได้ จะเรียกได้อีกก็แต่ค่าที่ผู้เช่าได้ใช้ทรัพย์ที่เช่าซื้อมาตลอดเวลาที่ครอบครองทรัพย์นั้นอยู่ และถ้าทรัพย์ที่เช่าซื้อนั้นเสียหายเพราะเหตุอื่นนอกเหนือไปจากการใช้ทรัพย์ที่เช่าซื้อโดยชอบ ผู้ให้เช่าซื้อก็เรียกค่าเสียหายได้ด้วยและการฟ้องเรียกค่าเสียหายเช่นนี้ มีอายุความ ๑๐ ปี

คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๔๔/๒๕๓๕ สัญญาเช่าซื้อกำหนดว่า ผู้เช่าซื้อจะต้องชำระค่าเช่าซื้อตามกำหนดเวลารวม ๓๖ งวด ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดชำระค่าเช่าซื้องวดหนึ่งงวดใด ให้ถือว่าสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน แต่ปรากฏว่าจำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อในงวดที่ ๑ ถึงงวดที่ ๑๐ ล่าช้ากว่าที่กำหนดไว้ในสัญญาตลอดมา แต่โจทก์ก็ยอมรับชำระโดยมิได้ทักท้วง แสดงว่าในทางปฏิบัติโจทก์และจำเลยที่ ๑ มิได้ถือเอากำหนดเวลาชำระค่าเช่าซื้อตามสัญญาเป็นสาระสำคัญต่อไป ดังนี้ เมื่อจำเลยที่ ๑ มิได้ชำระค่าเช่าซื้องวดที่ ๑๑ จะถือว่าจำเลยที่ ๑ ผิดนัดผิดสัญญาและสัญญาเช่าซื้อเลิกกันไปตามสัญญาไม่ได้ กรณีเช่นนี้หากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญาโจทก์จะต้องบอกกล่าวให้จำเลยที่ ๑ ชำระค่าเช่าซื้อภายในกำหนดเวลาที่สมควรตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๗ เสียก่อน เมื่อจำเลยที่ ๑ ไม่ชำระโจทก์จึงบอกเลิกสัญญาได้ อย่างไรก็ตามการที่โจทก์ยึดรถยนต์คืนจากจำเลยที่ ๑ เพราะเหตุที่จำเลยที่ ๑ ไม่ชำระค่าเช่าซื้อในงวดต่อมา และจำเลยที่ ๑ ก็ยินยอมโดยไม่โต้แย้ง เป็นพฤติการณ์ที่ถือว่าโจทก์และจำเลยที่ ๑ ต่างสมัครใจที่จะเลิกสัญญากันโดยปริยายนับแต่วันที่โจทก์ยึดรถยนต์พิพาทคืน

คำพิพากษาฎีกาที่ ๑๗๐๓/๒๕๓๖ การที่สัญญาเช่าซื้อระหว่างโจทก์กับจำเลยเลิกกัน โดยจำเลยใช้สิทธิบอกเลิกสัญญาด้วยการนำรถแทรกเตอร์ที่เช่าซื้อไปคืนให้แก่โจทก์มิใช่กรณีที่สัญญาเช่าซื้อเลิกกันเพราะจำเลยผู้เช่าซื้อถูกยึดหรืออายัดทรัพย์หรือถูกพิทักษ์ทรัพย์ในคดีล้มละลาย หรือประพฤติผิดสัญญาอันจะทำให้จำเลยมีหน้าที่ต้องชดใช้ราคาค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระให้แก่โจทก์ตามสัญญา เมื่อสัญญาเช่าซื้อเลิกกันโดยจำเลยได้ใช้สิทธิเลิกสัญญาตามสัญญาและตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์มาตรา ๕๗๓ คู่สัญญาแต่ละผ่ายก็ต้องให้อีกฝ่ายหนึ่งได้กลับคืนสู่ฐานะดังที่เป็นอยู่เดิมตามมาตรา ๓๙๑ ดังนั้น แม้จำเลยค้างชำระค่าเช่าให้แก่โจทก์รวม ๓ งวด อยู่ก่อนสัญญาเช่าซื้อเลิกกัน โจทก์ก็ไม่มีสิทธิเรียกให้จำเลยชำระค่าเช่าซื้อที่ค้างชำระก่อนสัญญาเลิกได้

คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๘๔๒/๒๕๒๖ สัญญาเช่าซื้อที่ว่าผู้เช่าซื้อผิดนัดไม่ชำระค่าเช่าซื้อเพียงคราวเดียวหรืองวดเดียว ผู้ให้เช่าซื้อบอกเลิกสัญญาได้นั้น แม้จะแตกต่างกับ ป.พ.พ.มาตรา ๕๗๔ วรรคแรก แต่กฎหมายบทนี้มิใช่กฎหมายอันเกี่ยวกับความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน จึงใช้บังคับได้

คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๔๐๘/๒๕๓๐ สัญญาเช่าซื้อระบุว่า การชำระค่าเช่าซื้อตรงตามกำหนดเวลาเป็นสาระสำคัญของสัญญา ถ้าผู้เช่าซื้อผิดนัดค้างชำระค่าเช่าซื้อสองงวดติดต่อกันหรือผิดนัดค้างชำระค่าเช่าซื้อตั้งแต่สองงวดขึ้นไป ให้สัญญาเช่าซื้อเป็นอันยกเลิกเพิกถอนทันที แต่ในทางปฏิบัติเมื่อจำเลยผู้เช่าซื้อมิได้ชำระค่าเช่าซื้อให้โจทก์ตรงตามกำหนดที่ระบุไว้ในสัญญาตลอดมา โจทก์ก็ยอมรับชำระโดยมิได้อิดเอื้อน จึงเห็นได้ว่าโจทก์และจำเลยมิได้มีเจตนาที่จะถือเอากำหนดเวลาตามสัญญาเช่าซื้อเป็นสาระสำคัญ หากโจทก์ประสงค์จะเลิกสัญญาเช่าซื้อกับจำเลย โจทก์ต้องปฏิบัติตามประมวลกฎหมายแพ่งและพาณิชย์ มาตรา ๓๘๗ กล่าวคือต้องบอกกล่าวกำหนดระยะเวลาพอสมควรให้จำเลยชำระค่าเช่าซื้องวดที่ติดค้างอยู่ ต่อเมื่อจำเลยไม่ชำระค่าเช่าซื้อภายในระยะเวลาที่กำหนดนั้น โจทก์จึงจะบอกเลิกสัญญาได้
 เช่าทรัพย์
สัญญาเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัวของผู้เช่า

แม้สัญญาเช่ามีข้อตกลงให้ผู้เช่าโอนสิทธิการเช่าให้ผู้อื่นได้ก็ตาม ก็ยังถือว่าสัญญาเช่าเป็นสิทธิเฉพาะตัว ไม่เป็นมรดกตกทอดไปยังทายาทของผู้เช่า ดูฎีกาที่ 383/2540

ฎีกาที่ 383/2540 การเช่าทรัพย์สินนั้น ปกติฝ่ายผู้ให้เช่าย่อมเพ่งเล็งถึงคุณสมบัติของผู้เช่าว่า จะสมควรได้รับความไว้วางใจในการใช้ทรัพย์สินที่เช่าและในการดูแลทรัพย์สินที่เช่าหรือไม่ ฉะนั้น สิทธิของผู้เช่าจึงมีสภาพเป็นการเฉพาะตัว เมื่อผู้เช่าตาย สัญญาเช่าเป็นอันระงับไป ไม่ตกทอดไปถึงทายาท ที่สัญญาเช่าข้อ 4 ระบุว่าในระหว่างสัญญาเช่ายังไม่ครบกำหนดอายุสัญญา ผู้เช่ามีสิทธิที่จะโอนการเช่าให้แก่ผู้อื่นได้แต่ต้องจ่ายค่าตอบแทนเป็นเงินให้แก่ผู้ให้เช่านั้น เป็นข้อตกลงเกี่ยวกับการโอนการเช่าระหว่างที่ผู้ให้เช่าและผู้เช่ายังมีชีวิตอยู่ ซึ่งอาจทำได้ตาม ป.พ.พ.มาตรา 544 และเป็นเพียงบุคคลสิทธิผูกพันเฉพาะคู่สัญญา หาได้ตกทอดมายังจำเลยแต่อย่างใดไม่

กรณีใช้สิทธิหรือใช้อำนาจในทรัพย์สินของตัวเองมีตัวอย่างเรื่องหนึ่งที่มีปัญหาว่าจะเป็นการละเมิดหรือไม่ คือเรื่องการเช่าบ้านแล้วสัญญาเช่าหมดอายุแต่ผู้เช่าไม่ยอมออก ผู้ให้เช่าหรือเจ้าของบ้านไปใส่กุญแจบ้านได้หรือไม่ การที่ผู้เช่าฝืนอยู่ในบ้านที่เช่าหมดอายุหรือมีการบอกเลิกการเช่าหรืออยู่โดยละเมิดก็ตาม บุคคลที่เช่าหรืออยู่นั้นเป็นการอยู่โดยไม่ชอบด้วยกฏหมายเป็นละเมิด แต่การที่เขาอยู่โดยไม่ชอบด้วยกฏหมายนั้นเจ้าของบ้านไม่สามารถจะไปดึงฉุดกระชากเขาออก เพราะกฏหมายกำหนดทางออกไว้แล้วว่า เมื่อมีการบุกรุกหรืออยู่โดยผิดสัญญาเช่าอันเป็นการละเมิดนี้ เจ้าของจะต้องฟ้องขับไล่แล้วให้เจ้าพนักงานบังคับคดีมาบังคับให้ออก ในบางครั้งการที่ไปฟ้องขับไล่นั้นไม่ทันใจเจ้าของบ้าน เจ้าของบ้านจึงเอากุญแจใส่บ้านขังเขาไว้ การใส่กุญแจบ้านไม่ผิด แต่การที่ขังเขาไว้ทำให้เสื่อมเสียเสรีภาพ แต่ถ้าขณะนั้นเขาไม่อยู่ในบ้านแล้วไปใส่กุญแจบ้านก็เป็นได้ อีกกรณีหนึ่งมีตัวอย่าง คือ

คำพิพากษาฎีกาที่ ๓๙๒๑/๒๕๓๕ เมื่อจำเลยที่ ๑ ผู้ให้เช่าบอกเลิกสัญญาเช่า สัญญาเช่าจึงเป็นอันสิ้นสุด โจทก์ไม่มีสิทธิครอบครองใช้ประโยชน์ในสถานที่เช่าอีกต่อไป การที่จำเลยไม่จ่ายกระแสไฟฟ้า น้ำประปาให้โจทก์ และต่อมาจำเลยได้ใส่กุญแจไม่ให้โจทก์เข้าไปใช้สถานที่เช่า เป็นการกระทำภายหลัง สัญญาเช่าได้สิ้นสุดลงได้โดยได้กำหนดเวลาให้โจทก์พอสมควรแล้ว จึงไม่เป็นการละเมิด โจทก์ไม่มีสิทธิฟ้องเรียกค่าเสียหายที่ขาดรายได้จากกิจการของโจทก์และค่าชดเชยที่จ่ายให้แก่พนักงานของโจทก์ตั้งแต่วันที่สัญญาเช่าสิ้นสุดลง

กรณีเช่นนี้เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นบ่อย เช่น กรณีศูนย์การค้าแบ่งพื้นที่ให้บริษัทห้างร้านเช่าขายสินค้า เมื่อขายไม่ดีก็ไม่จ่ายค่าเช่า ให้ออกก็ไม่ออก เจ้าของผู้ให้เช่าก็เลยตัดน้ำตัดไฟ เนื่องจากผู้เช่าผิดสัญญาไม่จ่ายค่าเช่า ผู้ให้เช่าจึงบอกเลิกสัญญาและให้ขนย้ายออกไปแล้ว แต่ผู้เช่าก็ยังไม่ขนย้ายออกไปทั้ง ๆ ที่ถูกตัดน้ำตัดไฟ เมื่อผู้เช่ากลับไปนอนตอนกลางคืนผู้ให้เช่าเอากุญแจมาใส่ซ้อนไม่ห้ผู้เช่าเข้าพื้นที่ที่เช่า ผู้เช่าจึงมาฟ้องผู้ให้เช่าเรียกค่าสินไหมทดแทนฐานละเมิด มีประเด็นว่าผู้ให้เช่ากระทำละเมิดต่อผู้เช่าหรือไม่ เมื่อพิจารณาตามมาตรา ๔๒๐ ก็มีจุดที่ว่าการกระทำของผู้ให้เช่าเป็นการกระทำโดยมิชอบด้วยกฎหมายหรือไม่ การที่ผู้ให้เช่าตัดน้ำตัดไฟเป็นอำนาจในการใช้ของผู้ให้เช่าซึ่งเป็นผู้ขอมาจากการประปาและการไฟฟ้า ตามสัญญาเขามีหน้าที่ต่อเมื่อ อีกฝ่ายไม่ผิดสัญญา เมื่อเขาผิดสัญญามีการบอกเลิกสัญญาโดยชอบแล้วการตัดน้ำตัดไฟก็ไม่ถือว่าเป็นการผิดสัญญาและการใส่กุญแจห้องที่เช่าก็ถือเป็นการกระทำต่อทรัพย์ซึ่งเป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ให้เช่าก็ไม่เป็นละเมิด ฉะนั้นที่ผู้เช่าซี่งเป็นผู้ผิดสัญญาเช่าฟ้องฐานละเมิดกรณีจึงฟังไม่ได้ต้องยกฟ้องไป

แต่ถ้ากรณีที่เขาไม่ยอมออกแล้วยังอยู่ในบ้าน แม้จะเป็นการอยู่โดยละเมิดก็ตาม ถ้าเจ้าของบ้านไปใส่กุญแจไม่ผิดฐานละเมิดที่ไปทำต่อตัวบ้านเพราะตัวบ้านเป็นของผู้ให้เช่า แต่จะละเมิดต่อตัวบุคคลที่อยู่ในบ้าน ทำให้เขาเสื่อมเสียเสรีภาพ หากเป็นกรณีถ้าตัวไม่อยู่แต่มีสิ่งของอยู่เหมือนอย่างตามคำพิพากษาฎีกานี้ ของเขาเก็บอยู่ในห้องที่เช่าทำให้ผู้เช่าเอาของออกไม่ได้เพราะใส่กุญแจเป็นละเมิดหรือไม่ ผู้ให้เช่าบอกให้ขนออกแล้วในระยะเวลาพอสมควรและบอกเลิกสัญญาเช่าโดยชอบแล้วการที่ไม่ยอมขนของออกก็ถือว่าช่วยไม่ได้ ผู้ให้เช่ามีสิทธิใส่กุญแจได้

2007/Dec/28

ประนีประนอมยอมความ. 850  อันว่าประนีประนอมยอมความนั้น  คือสัญญาซึ่งผู้เป็นคู่สัญญาทั้งสองฝ่ายระงับข้อพิพาทอันใดอันหนึ่งซึ่งมีอยู่หรือจะมีขึ้นนั้นให้เสร็จไปด้วยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันม. 851  อันสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ถ้ามิได้มีหลักฐานเป็นหนังสืออย่างใดอย่างหนึ่งลงลายมือชื่อฝ่ายที่ต้องรับผิด  หรือลายมือชื่อตัวแทนของฝ่ายนั้นเป็นสำคัญ ท่านว่าจะฟ้องร้องให้บังคับคดีหาได้ไม่ม.853  ผลของสัญญาประนีประนอมยอมความนั้น ย่อมทำให้การเรียกร้องซึ่งแต่ละฝ่ายได้ยอมสละนั้นระงับสิ้นไป  และทำให้แต่ละฝ่ายได้สิทธิตามที่แสดงในสัญญานั้นว่าเป็นของตน การพนันและขันต่อม.853  อันการพนันหรือขันต่อนั้น  ท่านว่าหาก่อให้เกิดหนี้ไม่  สิ่งที่ได้ให้กันไปในการพนันหรือขันต่อก็จะทวงคืนไม่ได้  เพราะเหตุหามูลหนี้อย่างหนึ่งอย่างใดมิได้            ข้อบัญญัติที่กล่าวนี้  ท่านให้ใช้ตลอดถึงข้อตกลงเป็นมูลหนี้อย่างหนึ่งอย่างใดอันฝ่ายข้างเสียพนันขันต่อหากทำให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเพื่อจะใช้หนี้เงินพนันหรือขันต่อนั้นด้วยม.854  อันการออกสลากกินแบ่งก็ดี  ออกสลากกินรวบก็ดีท่านว่าเป็นสัญญาอันจะผูกพันต่อเมื่อรัฐบาลได้ให้อำนาจหรือให้สัตยาบันแก่การนั้นเฉพาะราย  นอกนั้นท่านให้บังคับตามบทบัญญัติมาตรา  853การพนันขันต่อ1.)  ป้อมกับปูพนันมวยตู้ (โทรทัศน์)  กัน  โดยป้อมเสนอว่าถ้าฝ่ายแดงชนะตนขอเงินจากปู  800  บาท  แต่ถ้าฝ่ายน้ำเงินชนะตนยอมจะจ่ายเงินให้ปู  8,000  บาท  ปูตกลงตามข้อเสนอนี้  ผลปรากฏว่าแดงเป็นฝ่ายชนะน้ำเงิน  ปูจึงจ่ายเงิน  800  บาท  ให้ป้อมไปตามสัญญาการพนันดังกล่าว  ต่อมาปูทราบความจริงว่าป้อมโกง  เพราะทราบอยู่ก่อนแล้วว่าฝ่ายแดงชนะเนื่องจากมวยคู่นี้เคยออกอากาศเผยแพร่ทางโทรศัพท์มาก่อนแล้วครั้งหนึ่ง  ปูจึงฟ้องขอเรียกเงิน  800  บาท  คืน  โดยอ้างว่าถูกโกง  ดังนี้  ศาลจะพิพากษาคดีนี้อย่างไรตอบ    ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ   ศาลจะพิพากษาคดีนี้อย่างไรหลักกฎหมา  ป.พ.พ.  มาตรา  853  บัญญัติว่า .ม.853  อันการพนันหรือขันต่อนั้น  ท่านว่าหาก่อให้เกิดหนี้ไม่  สิ่งที่ได้ให้กันไปในการพนันหรือขันต่อก็จะทวงคืนไม่ได้  เพราะเหตุหามูลหนี้อย่างหนึ่งอย่างใดมิได้            ข้อบัญญัติที่กล่าวนี้  ท่านให้ใช้ตลอดถึงข้อตกลงเป็นมูลหนี้อย่างหนึ่งอย่างใดอันฝ่ายข้างเสียพนันขันต่อหากทำให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเพื่อจะใช้หนี้เงินพนันหรือขันต่อนั้นด้วยปรับข้อเท็จจริงเข้ากับกฎหมายได้ดังนี้  ปูจึงฟ้องขอเรียกเงิน  800  บาท  คืนจากป้อมไม่ได้  แม้จะอ้างว่าตนถูกโกงก็ไม่มีเหตุผลที่จะขอความเป็นธรรมจากศาลได้  เพราะกฎหมายยอมให้โกงกันในการพนันได้   สรุป   ศาลจะพิจารณาตัดสินให้ยกฟ้องคดีนี้2.)  แสนจ้างรัตนพลเป็นทนายความฟ้องคดีเรื่องหนึ่ง  กำหนดค่าจ้าง  35,000  บาท  เมื่อชนะคดีทุกศาลและค่าทนายที่ศาลได้ก็ให้เป็นค่าจ้างเพิ่มแก่รัตนพลด้วย  แต่ถ้าแสนเป็นฝ่ายแพ้แสนจะไม่ให้เงินรัตนพลเลย  ดังนี้  ถ้าแสนชนะคดีทุกศาลแล้วไม่ยอมปฏิบัติตามสัญญา  รัตนพลจะฟ้องเรียกเงินตามสัญญาได้หรือไม่  เพราะเหตุใดตอบ  ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ    รัตนพลจะฟ้องเรียกเงินตามสัญญาได้หรือไม่  เพียงใดหลักกฎหมาย  ป.พ.พ.  มาตรา  853  ว่า .ม.853  อันการพนันหรือขันต่อนั้น  ท่านว่าหาก่อให้เกิดหนี้ไม่  สิ่งที่ได้ให้กันไปในการพนันหรือขันต่อก็จะทวงคืนไม่ได้  เพราะเหตุหามูลหนี้อย่างหนึ่งอย่างใดมิได้            ข้อบัญญัติที่กล่าวนี้  ท่านให้ใช้ตลอดถึงข้อตกลงเป็นมูลหนี้อย่างหนึ่งอย่างใดอันฝ่ายข้างเสียพนันขันต่อหากทำให้แก่อีกฝ่ายหนึ่งเพื่อจะใช้หนี้เงินพนันหรือขันต่อนั้นด้วย            ถ้ากรณีใดเป็นการพนันหรือขันต่อก็ย่อมบังคับให้ปฏิบัติตามที่ได้ตกลงกันไว้นั้นไม่ได้  เพราะถือว่าไม่เป็นหนี้ต่อกัน  แต่ในทางตรงกันข้ามถ้ามิใช่เป็นการพนันขันต่อก็อาจบังคับให้ปฏิบัติตามข้อตกลงได้            หลักเกณฑ์ที่ถือว่าเป็นการพนันหรือขันต่อหรือไม่นั้นอยู่ที่ว่าสัญญาการพนันขันต่อต้องมีทั้งทางได้และทางเสีย  หากมีแต่จะได้ทางเดียวไม่มีทางเสีย  หรือมีแต่ทางเสียทางเดียวไม่มีทางได้  ก็หาใช่การพนันขันต่อไม่ปรับข้อเท็จจริงเข้ากับกฎหมายได้ดังนี้  รัตนพลฟ้องเรียกเงินตามสัญญาดังกล่าวได้  เพราะข้อสัญญาจ้างว่าความซึ่งรัตนพลต้องลงแรงปฏิบัติเช่นนี้  หามีลักษณะเป็นทำนองการพนันขันต่อไม่  เนื่องจากแสนไม่มีทางเสียเลย  แสนมีแต่ทางได้คือประโยชน์ในการที่มีผู้ว่าความให้ตนเปล่า ๆ (ถ้าแพ้คดี)  ส่วนการที่แสนจะต้องชำระค่าทนายเมื่อรัตนพลว่าความให้ตนชนะนั้น  ก็ถือไม่ได้ว่าแสนเป็นฝ่ายเสียเพราะแสนไม่ได้เสียไปเปล่า ๆ แต่ถ้าแสนได้รับประโยชน์จากการที่รัตนพลลงแรงว่าความให้เป็นค่าตอบแทน  ดังนั้น  ในเมื่อสัญญาดังกล่าวมิใช่เป็นการพนันขันต่อ  รัตนพลจึงฟ้องเรียกเงินเอาจากแสนตามสัญญาได้  สรุป   รัตนพลฟ้องเรียกเงินเอาจากแสนตามสัญญาได้  1.  จงอธิบายถึงความแตกต่างระหว่างการฝากเงินกับการฝากทรัพย์อย่างอื่นตามที่มีบัญญัติไว้ใน ป.พ.พ.  ว่าด้วยการฝากทรัพย์ว่ามีความแตกต่างกันอย่างไรบ้างคำตอบ  1.  ฝากเงิน  ผู้รับฝากมีหน้าที่คืนจำนวนเงินที่ฝากให้แก่ผู้ฝาก  ไม่ใช่เงินเดิมที่ฝาก (มาตรา 672 วรรคหนึ่ง)            ฝากทรัพย์อย่างอื่น  ผู้รับฝากมีหน้าที่คืนทรัพย์สินซึ่งฝากให้แก่ผู้ฝากไม่ใช่ทรัพย์สินอื่น (มาตรา  657)            2.  ฝากเงิน  ผู้รับฝากเงินเป็นเจ้าของเงินที่ผู้ฝากเอามาฝาก  เพราะในเรื่องฝากเงินนั้นกรรมสิทธิ์ในเงินที่ฝากโอนมาเป็นของผู้รับฝาก  ผู้รับฝากจึงมีสิทธินำเงินซึ่งตนรับฝากไว้นั้นไปใช้ (มาตรา  672  วรรคสอง)            ฝากทรัพย์สินอื่น ๆ  ผู้รับฝากไม่ใช่เจ้าของทรัพย์สินที่ฝาก  จึงไม่มีอำนาจนำทรัพย์สินซึ่งตนรับฝากไว้นั้นไปใช้สอยเพื่อประโยชน์ส่วนตัวได้ (มาตรา  357)            3.  ผู้รับฝากเงินต้องรับผิดชอบใช้เงิน  ถ้าเงินนั้นสูญหายไปแม้โดยเหตุสุดวิสัย (มาตรา  672  วรรคสอง)            ฝากทรัพย์อื่น ผู้รับฝากไม่ต้องรับผิด  ถ้าตัวทรัพย์สินซึ่งฝากไว้นั้นสูญหาย  หรือบุบสลายไปโดยเหตุสุดวิสัยและไม่ใช่ความผิดของผู้ฝาก (มาตรา  660)            4.  การฝากเงินซึ่งมีกำหนดเวลาส่งคืนตามมาตรา  673  ผู้ฝากจะเรียกให้ส่งคืนเงินก่อนถึงกำหนดเวลาไม่ได้  และผู้รับฝากเงินก็จะส่งคืนก่อนกำหนดไม่ได้เช่นกัน            ฝากทรัพย์อื่น การฝากทรัพย์อื่นที่กำหนดและส่งคืนผู้ฝากจะเรียกคืนก่อนกำหนดได้หรือผู้รับฝากก็มีสิทธิส่งทรัพย์สินซึ่งรับฝากไว้คืนก่อนกำหนดได้  ถ้าเหตุจำเป็นอันไม่อาจก้าวล่วงได้ (มาตรา  658  และ  มาตรา  662) ประนีประนอมข้อ 1.  นายก้องบุกรุกเข้าไปในห้องนอนของ น.ส.ก้อยในเวลากลางคืนเพื่อจะข่มขืนกระทำชำเรา  แต่ น.ส.ก้อยสวมเสื้อผ้าที่รัดกุม  นายก้องจะข่มขืนกระทำชำเราไม่สำเร็จ น.ส.ก้อยได้ร้องให้คนมาช่วย  ชาวบ้านที่อยู่ใกล้เคียงได้ยินจึงมาช่วยและจับนายก้องไว้  นายก้องจึงยอมและเขียนหนังสือลงลายมือชื่อนายก้องฝ่ายเดียวมีข้อความว่า  นายก้องยอมจ่ายค่าทำขวัญให้ น.ส.ก้อย  จำนวน  50,000  บาท  ภายในกำหนด  3  เดือน  หากไม่ทำตามให้ดำเนินคดีต่อไป  เมื่อครบกำหนด  3  เดือน  นายก้องไม่ยอมจ่ายค่าทำขวัญโดยอ้างว่า  การจ่ายค่าเสียหายเพื่อระงับการฟ้องคดีอาญา  เป็นการต้องห้ามตามกฎหมาย  อีกทั้งหนังสือที่ทำไว้นายก้องลงลายมือชื่อฝ่ายเดียว  จึงใช้บังคับไม่ได้  ดังนี้  ข้ออ้างของนายก้องฟังขึ้นหรือไม่ตอบ   ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ  ข้ออ้างของนายก้องฟังขึ้นหรือไม่หลักกฎหมาย ป.พ.พ. มาตรา  850  มาตรา  851  และมาตรา  420              กฎหมายห้ามมิให้ทำสัญญาประนีประนอมยอมความเพื่อระงับการฟ้องคดีอาญาไม่ว่าจะเป็นความผิดอันยอมความได้หรือไม่ก็ตาม  อาจตกลงทำสัญญาประนีประนอมยอมความเรื่องค่าเสียหายในทางแพ่งได้ปรับข้อเท็จจริงเข้ากับกฎหมายได้ดังนี้     นายก้องมีความผิดฐานบุกรุกในเวลากลางคืน  และกระทำอนาจารต่อ น.ส.ก้อย  สัญญาที่นายก้องทำไว้นั้นเป็นเรื่องสัญญาประนีประนอมชดใช้ค่าเสียหายฐานละเมิดในทางแพ่ง  แม้นายก้องผู้รับผิดลงชื่อฝ่ายเดียวก็บังคับกันได้  ไม่ใช่ค่าเสียหายที่เรียกร้องเพื่อระงับการฟ้องคดีอาญาข้ออ้างของนายก้องฟังไม่ขึ้น  ดังนั้น  น.ส. ก้อยจึงมีสิทธิเรียกค่าทำขวัญจำนวน  50,000  บาท  จากนายก้องได้ภายในกำหนดอายุความ  10  ปี  ตามสัญญาประนีประนอมยอมความ สรุป    ข้ออ้างของนายก้องฟังไม่ขึ้น ข้อ 2..  นายสมานขับรถยนต์ชนนางสมรได้รับบาดเจ็บ  นางสมรต้องรักษาตัวโดยเสียค่ารักษาพยาบาลเป็นเงิน  30,000  บาท  นางสมรจึงฟ้องเรียกค่าเสียหายจำนวนดังกล่าวจากนายสมาน  ตอนแรกนายสมานไม่ยอมชำระให้  โดยอ้างว่าตนมิได้ขับรถโดยประมาท  แต่ในที่สุดนายสมานได้ตกลงด้วยวาจากับนางสมรว่ายินยอมจ่ายค่าเสียหายให้  20,000  บาท  ต่อมานางสมรทราบว่านายสมานต้องการจะขายเครื่องคอมพิวเตอร์จึงขอซื้อในราคา  20,000  บาท  นายสมานก็ตกลงขายให้ในราคาดังกล่าว  หลังจากนางสมรรับมอบเครื่องคอมพิวเตอร์ไป  นางสมรไม่ยอมชำระราคาตามกำหนด  โดยอ้างว่านายสมานเป็นหนี้ตนอยู่  20,000  บาท  เช่นเดียวกันจึงไม่มีหนี้ต่อกัน  ดังนี้  นางสมรจะต้องชำระค่าเครื่องคอมพิวเตอร์  จำนวน  20,000  บาท  แก่นายสมานหรือไม่เพราะเหตุใดตอบ   ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ   นางสมรจะต้องชำระค่าเครื่องคอมพิวเตอร์แก่นายสมานหรือไม่ เพียงใดหลักกฎหมาย  ป.พ.พ. มาตรา  851  และมาตรา  344  ปรับข้อเท็จจริงเข้ากับกฎหมายได้ดังนี้  นางสมรจะต้องงดชำระค่าเครื่องคอมพิวเตอร์ให้นายสมาน  โดยนางสมรจะขอหักกลบลบหนี้กับสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกันด้วยวาจาไม่ได้เพราะสัญญาประนีประนอมยอมความที่ทำกันด้วยวาจานั้นเป็นส่วนที่เกิดขึ้นแล้วใช้บังคับกันได้ในระหว่างคู่กรณีจะนำมาฟ้องร้องบังคับไม่ได้  เพราะขาดหลักฐานเป็นหนังสือ  ตามมาตรา  851  จึงเป็นสิทธิเรียกร้อง  ซึ่งยังมีข้อต่อสู้อยู่  นางสมรจะนำมาหักกลบลบหนี้กับค่าซื้อเครื่องคอมพิวเตอร์ซึ่งบริบูรณ์แล้วไม่ได้ต้องห้ามตามมาตรา  344  สรุป  นางสมรจะต้องชำระค่าเครื่องคอมพิวเตอร์  จำนวน  20,000  บาท  แก่นายสมาน ข้อ 3.  รัตน์ซื้อสินค้าจากราช  โดยรัตน์เซ็นเช็ค  จำนวน  600,000  บาท  เพื่อชำระหนี้ดังกล่าว  แต่เมื่อถึงกำหนดชำระเงินตามเช็ค  ราชได้นำเช็คไปขึ้นเงิน  แต่ธนาคารปฏิเสธที่จะจ่ายเงินตามเช็ค  เพราะรัตน์ไม่มีเงินอยู่ในบัญชี  ราชจึงไปยื่นคำร้องทุกข์เป็นคดีอาญาที่รัตน์จ่ายเช็คโดยไม่มีเงิน  ต่อมาราชกับรัตน์ตกลงกันว่า  รัตน์ยอมจะชำระเงินตามเช็ค  จำนวน  600,000  บาท  พร้อมดอกเบี้ย  โดยวิธีผ่อนชำระเดือนละ  200,000  บาท   และราชจะถอนคำร้องทุกข์คดีอาญาที่รัตน์จ่ายเช็คไม่มีเงิน  โดยลงลายมือชื่อราชฝ่ายเดียวกันการถอนคำร้องทุกข์คดีอาญานั้นแต่ปรากฏว่าราชไม่ยอมชำระเงิน  600,000  บาท  โดยผ่อนชำระเดือนละ  200,000  บาท  ตามที่ตกลงกันไว้  ดังนี้  ราชจะฟ้องศาลเพื่อให้รัตน์ชำระเงิน  600,000  บาท  โดยผ่อนชำระเดือนละ  200,000  บาท  ตามข้อตกลงได้หรือไม่  เพราะเหตุใดตอบ   ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ   ราชจะฟ้องศาลเพื่อให้รัตน์ชำระเงิน 600,000 บาทตามข้อตกลงได้หรือไม่หลักกฎหมาย  ป.พ.พ.  มาตรา  850  และ  มาตรา  851  ปรับข้อเท็จจริงเข้ากับกฎหมายได้ดังนี้    ข้อตกลงของรัตน์กับราชเป็นการระงับข้อพิพาท  โดยต่างยอมผ่อนผันให้แก่กันตามมาตรา  850  โดยราชยอมถอนคำร้องทุกข์ในคดีอาญาที่รัตน์จ่ายเช็คไม่มีเงินและรัตน์จะชำระเงิน  600,000  บาท   ตามเช็คพร้อมดอกเบี้ย  โดยฝ่ายชำระเดือนละ  200,000  บาท  แต่ข้อตกลงดังกล่าวรัตน์มิได้ลงลายมือชื่อเพื่อรับผิดไว้ด้วย  มีแต่ราชลงลายมือชื่อถอนคำร้องทุกข์ในคดีอาญาฝ่ายเดียว  จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือตามมาตรา  851  จะนำมาฟ้องศาลเพื่อบังคับคดีหาได้ไม่  ดังนั้น  ราชจะนำคดีมาฟ้องศาลเพื่อให้รัตน์ชำระหนี้ตามเช็ค  600,000  บาท  พร้อมดอกเบี้ย  โดยผ่อนชำระเดือนละ  200,000  บาท  ตามข้อตกลงไม่ได้สรุป    ราชจะนำคดีมาฟ้องศาลเพื่อให้รัตน์ชำระหนี้ตามเช็ค 600,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามข้อตกลงไม่ได้   ข้อ  4.นายเดชาและนายพิศิษฐ์ตกลงกันว่านาพิศิษฐ์จะยอมชำระเงินตามเช็ค  จำนวน  4  แสนบาทพร้อมดอกเบี้ยโดยวิธีผ่อนชำระเดือนละ  1  แสนบาท  นายนายเดชาจะถอนคำร้องทุกข์คดีอาญาที่นายพิศิษฐ์จ่ายเช็ค  4  แสนบาท  โดยไม่มีเงินเมื่อถึงกำหนดชำระ  นายเดชาได้ถอนคำร้องทุกข์คดีอาญาที่นายพิศิษฐ์จ่ายเช็คไม่มีเงินโดยลงลายมือชื่อนายเดชาฝ่ายเดียวในการถอนคำร้องทุกข์คดีอาญา  หลังจากนั้นนายพิศิษฐ์ไม่ยอมชำระเงิน  4  แสนบาท  โดยผ่อนชำระเดือนละ  1  แสนบาท  ตามที่ตกลงกันไว้            ดังนี้  นายเดชาจะนำคดีมาฟ้องศาลเพื่อให้นายพิศิษฐ์ชำระเงิน  4  แสนบาท  โดยผ่อนชำเดือนละ  1  แสนบาท  ตามที่ตกลงกันไว้ได้หรือไม่ เพราะเหตุใดตอบ  ประเด็นที่ต้องพิจารณาคือ  นายเดชาจะนำคดีมาฟ้องศาลเพื่อให้นายพิศิษฐ์ชำระเงินได้หรือไม่ เพียงใดหลักกฎหมาย  ป.พ.พ. มาตรา  850  และมาตรา  851  ปรับข้อเท็จจริงเข้ากับกฎหมายได้ดังนี้  ข้อตกลงของนายเดชาและนายพิศิษฐ์เป็นการระงับข้อพิพาท  โดยต่างยอมผ่อนผันให้กันตามมาตรา  850  โดยนายเดชายอมถอนคำร้องทุกข์ในคดีอาญาที่นายพิศิษฐ์จ่ายเช็คไม่มีเงิน  และนายพิศิษฐ์จะชำระเงิน  4  แสนบาท  ตามเช็คพร้อมดอกเบี้ยโดยผ่อนชำระเดือนละ  1  แสนบาท  แต่ข้อตกลงดังกล่าว  นายพิศิษฐ์มิได้ลงลายมือชื่อเพื่อรับผิดไว้ด้วยมีแต่นายเดชาลงลายมือชื่อถอนคำร้องทุกข์ในคดีอาญาฝ่ายเดียว  จึงเป็นสัญญาประนีประนอมยอมความที่ไม่มีหลักฐานเป็นหนังสือตามมาตรา  851  จะนำมาฟ้องศาลเพื่อบังคับคดีหาได้ไม่สรุป   นายเดชาจะนำคดีมาฟ้องศาล  เพื่อให้นายพิศิษฐ์ชำระหนี้ตามเช็คจำนวน  4  แสนบาท  พร้อมดอกเบี้ยโดยผ่อนชำระเดือนละ  1  แสนบาท  ตามข้อตกลงไม่ได้

2007/Dec/28

ฝากทรัพย์สินอื่น

-         กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเป็นของผู้ฝาก

-         ผู้รับฝากนำทรัพย์สินออกใช้สอยไม่ได้

-         ถ้าทรัพย์สินสูญหายไปโดยผู้รับฝากปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องตามมาตรา 659,660 ผู้รับฝากไม่ต้องรับผิดชอบ

-         แม้เป็นการฝากทรัพย์มีกำหนดเวลา ผู้ฝากเรียกคืนทรัพย์สินเมื่อไหร่ก็ได้

-         ผู้รับฝากต้องคืนทรัพย์สินที่ฝาก

 

ฝากเงิน

-         กรรมสิทธิ์ตกเป็นของผู้รับฝาก

-         ผู้รับฝากเงินนำเงินออกใช้สอยได้

-         ถ้าเงินที่ฝากสูญหายไปไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ผู้ฝากต้องรับผิดชอบ

-         ถ้าเป็นการฝากเงินที่มีกำหนดเวลา  ผู้ฝากจะเรียกเงินคืนก่อนกำหนดเวลาไม่ได้

-         ผู้รับฝากสามารถคืนเงินอื่นที่เป็นจำนวนเท่ากันกับที่รับฝาก

 

ถ้าทำเป็นตารางจะได้เป็น

 

ฝากทรัพย์สินอื่น

 ฝากเงิน 
-         กรรมสิทธิ์ในทรัพย์สินเป็นของผู้ฝาก-         ผู้รับฝากนำทรัพย์สินออกใช้สอยไม่ได้-         ถ้าทรัพย์สินสูญหายไปโดยผู้รับฝากปฏิบัติหน้าที่ถูกต้องตามมาตรา 659,660 ผู้รับฝากไม่ต้องรับผิดชอบ-         แม้เป็นการฝากทรัพย์มีกำหนดเวลา ผู้ฝากเรียกคืนทรัพย์สินเมื่อไหร่ก็ได้-         ผู้รับฝากต้องคืนทรัพย์สินที่ฝาก  -         กรรมสิทธิ์ตกเป็นของผู้รับฝาก-         ผู้รับฝากเงินนำเงินออกใช้สอยได้-         ถ้าเงินที่ฝากสูญหายไปไม่ว่าด้วยเหตุใดๆ ผู้ฝากต้องรับผิดชอบ -         ถ้าเป็นการฝากเงินที่มีกำหนดเวลา  ผู้ฝากจะเรียกเงินคืนก่อนกำหนดเวลาไม่ได้        -     ผู้รับฝากสามารถคืนเงินอื่นที่เป็นจำนวนเท่ากันกับที่รับฝาก


ชาญชัย ภิรมจิตร์
View full profile