2007/Jul/12

หลักเกณฑ์การใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้


มาตรา 233 ถ้าลูกหนี้ขัดขืนไม่ยอมใช้สิทธิเรียกร้อง หรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องเป็นเหตุให้เจ้าหนี้ต้องเสียประโยชน์ไซร้ท่านว่าเจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องนั้นในนามของตนเองแทนลูกหนี้เพื่อป้องกันสิทธิของตนในมูลหนี้นั้นก็ได้เว้นแต่ในข้อที่เป็นการของลูกหนี้ส่วนตัวโดยแท้

หนี้ที่เจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ได้ต้องเป็นหนี้ที่ไม่มีเงื่อนไขบังคับก่อนเพราะระหว่างที่เงื่อนไขยังไม่สำเร็จนั้นนิติกรรมยังไม่เกิดขึ้นยังไม่เกิดบุคคลสิทธิ ส่วนหนี้ที่มีเงื่อนไขเวลาบังคับที่ยังไม่ถึงกำหนดชำระนั้นเป็นหนี้ที่เกิดขึ้นบริบูรณ์แล้ว

กรณีที่เจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ได้มีหลักเกณฑ์ดังนี้

1.ลูกหนี้ขัดขืนหรือเพิกเฉยไม่ใช้สิทธิเรียกร้องของตน
ถ้าลูกหนี้ใช้อยู่เจ้าหนี้ไม่มีสิทธิไปก้าวก่าย

2.เจ้าหนี้เสียประโยชน์เพราะการที่ลูกหนี้ไม่ใช้สิทธิเรียกร้อง
ถ้าลูกหนี้มีทรัพย์สินอยู่มากเพียงพอที่จะชำระแก่เจ้าหนี้เจ้าหนี้ก็ไม่เสียหายไม่เสียประโยชน์

3.สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้ที่ลูกหนี้ไม่ใช้และที่เจ้าหนี้จะเข้าใช้แทนได้นั้นต้องไม่ใช่สิทธิที่เป็นการส่วนตัวของลูกหนี้โดยแท้

สิทธิที่เป็นการส่วนตัวโดยแท้ เช่นสิทธิที่จะได้รับค่าสินไหมทดแทนความเสียหายทางศีลธรรมได้แก่ค่าเสียหายจากการละเมิดในทางอนาจารต่อหญิง การเป็นชู้การหมิ่นประมาทต่อชื่อเสียง ค่าอุปการะเลี้ยงดู เป็นต้นหรือสิทธิที่มีสภาพเป็นเรื่องส่วนตัว เช่นการเพิกถอนการให้เพราะเหตุเนรคุณ

สิทธิที่ไม่อยู่ภายใต้บังคับคดี เช่นสิทธิที่จะได้รับเงินเดือนของข้าราชการ เงินบำเหน็จ เป็นต้น

วิธีการและผลของการใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้

1.วิธีการใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้

เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกให้ลูกหนี้ชำระหนี้ตามมาตรา194ซึ่งมีวิธีการเรียกให้ชำระคือการฟ้องร้องตามมาตรา 163ต้องฟ้องภายในอายุความซึ่งก่อนฟ้องนั้นต้องได้ทำตามขั้นตอนที่จำเป็นของหนี้แต่ละประเภทก่อน เช่นบอกกล่าวทวงถาม เลิกสัญญา หรือบอกล้างโมฆียะกรรม เป็นต้น

มาตรา 234 เจ้าหนี้ผู้ใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้นั้นจะต้องขอหมายเรียกลูกหนี้มาในคดีนั้นด้วย
เหตุผลในมาตรานี้คงจะเพื่อให้การพิจารณาพิพากษาคดีนั้นมีผลผูกพันลูกหนี้ด้วยตาม ปวพ. มาตรา 145ลูกหนี้ที่ถูกเรียกเข้ามาในคดีจะปฏิเสธไม่รู้ผลของคดีนั้นไม่ได้

มาตรา 235เจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องของลูกหนี้เรียกเงินเต็มจำนวนที่ยังค้างชำระแก่ลูกหนี้โดยไม่ต้องคำนึงถึงจำนวนที่ค้างชำระแก่ตนก็ได้ถ้าจำเลยยอมใช้เงินเพียงเท่าจำนวนที่ลูกหนี้เดิมค้างชำระแก่เจ้าหนี้นั้นคดีก็เป็นเสร็จกันไป แต่ถ้าลูกหนี้เดิมได้เข้าชื่อเป็นโจทย์ด้วยลูกหนี้เดิมจะขอให้ศาลพิจารณาพิพากษาต่อไปในส่วนจำนวนเงินที่ยังเหลือติดค้างอยู่ก็ได้แต่อย่างไรก็ดีท่านมิให้เจ้าหนี้ได้รับมากไปกว่าจำนวนที่ค้างชำระแก่ตนนั้นเลย

มาตรานี้ชัดเจนดีเข้าใจได้ง่าย คือ เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องแทนลูกหนี้ถึงแม้ว่าหนี้ที่ลูกหนี้ค้างเจ้าหนี้นั้นจะน้อยกว่าหนี้ที่จำเลยค้างลูกหนี้ถ้าจำเลยยอมชำระส่วนที่ลูกหนี้ค้างนั้นแก่เจ้าหนี้คดีก็เสร็จเพราะเจ้าหนี้มีสิทธิได้รับชำระแค่นั้น แต่ถ้าลูกหนี้ได้เข้าชื่อเป็นโจทย์ด้วยส่วนที่จำเลยค้างนั้นลูกหนี้ (หรือเรียกว่าเจ้าหนี้ของจำเลย)สามารถขอให้ศาลพิจารณาต่อ

มาตรา 236จำเลยมีข้อต่อสู้ลูกหนี้เดิมอยู่อย่างใด ๆท่านว่าจะยกขึ้นสู่ต่อเจ้าหนี้ได้ทั้งนั้นเว้นแต่ข้อต่อสู้ซึ่งเกิดขึ้นเมื่อยื่นฟ้องแล้ว

2.ผลของการใช้สิทธิเรียกร้อง

ถึงแม้เจ้าหนี้จะใช้สิทธิเรียกร้องในนามของตนแต่ก็ยังเป็นการทำแทนลูกหนี้ถึงแม้เจ้าหนี้ฟ้องชนะคดีและจำนวนเงินหรือทรัพย์ที่จำเลยชำระนั้นมากกว่าจำนวนที่ลูกหนี้ต้องชำระแก่เจ้าหนี้เจ้าหนี้มีสิทธิรับเพียงเฉพาะส่วนที่จำเลยต้องชำระแก่ตนเท่านั้น

การเพิกถอนการฉ้อฉล

1.หลักเกณฑ์การเพิกถอนการฉ้อฉล

การฉ้อฉลที่จะพูดถึงในตอนนี้ ไม่ใช่กลฉ้อฉลตามมาตรา 121ซึ่งเป็นเรื่องกล่าวเท็จหลอกลวงให้บุคคลแสดงเจตนาและไม่ใช่กลฉ้อฉลตามมาตรา 118ซึ่งนิติกรรมโมฆะเพราะเจตนาลวงด้วยการสมรู้ร่วมคิดกับคนภายนอกเจ้าหนี้ไม่ต้องขอให้ศาลเพิกถอนเพราะอ้างความเสียเปล่าขึ้นได้เลย
การเพิกถอนการฉ้อฉลในที่จะพูดถึงนี้คือกรณีมาตรา 237

มาตรา 237 เจ้าหนี้ชอบที่จะร้องขอให้ศาลเพิกถอนเสียได้ซึ่งนิติกรรมใด ๆอันลูกหนี้ได้กระทำลงทั้งรู้อยู่ว่าจะเป็นทางให้เจ้าหนี้เสียเปรียบแต่ความข้อนี้ท่านมิให้ใช้บังคับ ถ้าปรากฏว่าในขณะที่ทำนิติกรรมนั้นบุคคลซึ่งเป็นผู้ได้ลาภงอกแต่การนั้นมิได้รู้เท่าถึงข้อความจริงอันเป็นทางให้เจ้าหนี้ต้องเสียเปรียบนั้นด้วยแต่หากกรณีเป็นการทำให้โดยเสน่หาท่านว่าเพียงแต่ลูกหนี้เป็นผู้รู้ฝ่ายเดียวเท่านั้นก็พอแล้วที่จะขอเพิกถอนได้

บทบัญญัติดังกล่าวในวรรคก่อนนี้ท่านมิให้ใช้บังคับแก่นิติกรรมใดอันมิได้มีวัตถุเป็นสิทธิในทรัพย์สิน

หลักเกณฑ์ตามมาตรา237มีดังนี้

1.นิติกรรมที่ลูกหนี้ทำกับผู้ได้ลาภงอกทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบคือลูกหนี้ได้จำหน่ายจ่ายโอนทรัพย์สินของตนทำให้เจ้าหนี้ไม่สามารถบังคับชำระหนี้เอาจากทรัพย์สินของลูกหนี้ที่เหลืออยู่ได้พอ(ลูกหนี้อาจจะมีทรัพย์สินน้อยกว่าหนี้หรือมีเจ้าหนี้หลายรายทำให้ทรัพย์สินไม่พอชำระ)

2.คู่กรณีในนิติกรรมที่ลูกหนี้ทำขึ้น ต้องได้ลาภงอกขึ้น ถ้าไม่ได้อะไรเพิ่มขึ้น