2007/Jul/12

สิทธิยึดหน่วงและบุริมสิทธิ

1. สิทธิยึดหน่วง
สิทธิยึดหน่วงเป็นสิทธิของเจ้าหนี้ที่จะครอบครองทรัพย์สินของลูกหนี้โดยที่ทรัพย์สินนั้นเป็นมูลฐานให้เกิดหนี้อันตนเป็นเจ้าหนี้เจ้าหนี้มีสิทธิครอบครองทรัพย์สินนั้นไว้จนกว่าจะได้รับชำระหนี้เสร็จสิ้น

มาตรา 241 ผู้ใดเป็นผู้ครองทรัพย์สินของผู้อื่นและมีหน้าที่อันเป็นคุณประโยชน์แก่ตนเกี่ยวด้วยทรัพย์สินซึ่งครองนั้นไซร้ท่านว่าผู้นั้นจะยึดหน่วงทรัพย์สินนั้นไว้จนกว่าจะได้รับการชำระหนี้ก็ได้แต่ความที่กล่าวนี้ท่านมิให้ใช้บังคับเมื่อหนี้นั้นยังไม่ถึงกำหนด
อนึ่งบทบัญญัติในวรรคก่อนนี้ ท่านมิให้ใช้บังคับถ้าการที่เข้าครอบครองนั้นเริ่มมาแต่ทำการอันใดอันหนึ่งซึ่งไม่ชอบด้วยกฎหมาย
สิทธิยึดหน่วงต่างกับกรณีสัญญาต่างตอบแทนตามมาตรา 369 ซึ่งคู่สัญญามีหนี้ที่จะต้องชำระตอบแทนกันถึงแม้ต่างฝ่ายต่างไม่ชำระกันก็ไม่เรียกว่าสิทธิยึดหน่วง

1.1
หลักเกณฑ์ของสิทธิยึดหน่วง
จากมาตรา 241 มีดังนี้

1.1.1 เจ้าหนี้ครอบครองทรัพย์สินของลูกหนี้

1.1.2 การครอบครองนั้นมิใช่เกิดจากการอันมิชอบด้วยกฎหมาย

1.1.3 หนี้นั้นเกี่ยวด้วยทรัพย์สินที่เจ้าหนี้ครอบครองอยู่

1.1.4 มาตรา 242 สิทธิยึดหน่วงอันใด ถ้าไม่สมกับลักษณะที่เจ้าหนี้รับภาระในมูลหนี้ก็ดีไม่สมกับคำสั่งอันลูกหนี้ได้ให้ไว้ก่อนหรือให้ในเวลาที่ส่งมอบทรัพย์สินนั้นก็ดีหรือเป็นการขัดกับความสงบเรียบร้อยของประชาชนก็ดีสิทธิยึดหน่วงเช่นนั้นท่านให้ถือว่าหามีไม่เลย

1.1.5 หนี้ที่ลูกหนี้จะต้องชำระแก่เจ้าหนี้ต้องถึงกำหนดชำระแล้ว แต่ลูกหนี้ไม่ชำระ
ข้อ 5 นี้มียกเว้นไว้ในมาตรา 243ว่า ในกรณีที่ลูกหนี้เป็นคนมีหนี้สินล้นพ้นตัวไม่สามารถใช้หนี้เจ้าหนี้มีสิทธิจะยึดหน่วงทรัพย์สินไว้ได้แม้ทั้งที่ยังไม่ถึงกำหนดเรียกร้องถ้าการที่ลูกหนี้ไม่สามารถใช้หนี้นั้นได้เกิดเป็นขึ้นหรือรู้ถึงเจ้าหนี้ต่อภายหลังเวลาที่ได้ส่งมอบทรัพย์สินไซร้ถึงแม้ว่าจะไม่สมกับลักษณะที่เจ้าหนี้รับภาระในมูลหนี้ไว้เดิมหรือไม่สมกับคำสั่งอันลูกหนี้ได้ให้ไว้ก็ดีเจ้าหนี้ก็อาจจะใช้สิทธิยึดหน่วงได้

1.2 ผลของสิทธิยึดหน่วง
สิทธิยึดหน่วงมีผลดังนี้

1.2.1 สิทธิยึดหน่วงเป็นสิทธิที่แบ่งแยกไม่ได้ เจ้าหนี้จึงยึดทรัพย์ทั้งชิ้นไว้ได้แม้จะได้มีการชำระหนี้บางส่วนก็ตาม
มาตรา 244 ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงจะใช้สิทธิของตนแก่ทรัพย์สินทั้งหมดที่ยึดหน่วงไว้นั้นจนกว่าจะชำระหนี้สิ้นเชิงก็ได้

1.2.2 สิทธิยึดหน่วงไม่ทำให้เกิดสิทธิพิเศษที่ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงจะได้รับชำระหนี้จากทรัพย์สินที่ยึดหน่วงไว้ก่อนเจ้าหนี้อื่น (คือถึงแม้จะยึดหน่วงแต่อาจมีเจ้าหนี้คนอื่นมีบุริมสิทธิและสามารถเรียกชำระหนี้จากทรัพย์นั้นได้ก่อนผู้มีสิทธิยึดหน่วงซึ่งต้องอยู่ตามกฎเกณฑ์ของกฎหมาย)

1.2.3 ดอกผลของทรัพย์ที่ยึดหน่วงไว้ มาตรา 245 ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงจะเก็บดอกผลแห่งทรัพย์สินที่ยึดหน่วงไว้และจัดสรรเอาไว้เพื่อการชำระหนี้แก่ตนก่อนเจ้าหนี้คนอื่นก็ได้
ดอกผลเช่นว่านี้จะต้องจัดสรรเอาชำระดอกเบี้ยแห่งหนี้นั้นก่อนถ้ายังมีเหลือจึงให้จัดสรรใช้ต้นเงิน

1.2.4 สิทธิยึดหน่วงไม่ทำให้อายุความสะดุดหยุดลง มาตรา 248 ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติมาตรา 189 การใช้สิทธิยึดหน่วงหาทำให้อายุความแห่งหนี้สะดุดหยุดลงไม่
มาตรา 189 เหตุที่สิทธิเรียกร้องขาดอายุความ ย่อมไม่ห้ามผู้รับจำนอง ผู้รับจำนำหรือผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงทรัพย์สินหรือเจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินอันตนได้ยึดถือไว้ในการที่จะใช้สิทธิบังคับจากทรัพย์สินที่จำนองจำนำ หรือยึดถือไว้นั้นแต่เมื่อใช้สิทธิอันนี้ท่านห้ามมิให้เจ้าหนี้คิดดอกเบี้ยที่ค้างกว่าห้าปีขึ้นไป

1.3
ความระงับแห่งสิทธิยึดหน่วง
กรณีที่สิทธิยึดหน่วงระงับไปมีดังนี้

1.3.1 โดยหนี้เดิมระงับไป (ถ้าเป็นกรณีขาดอายุความ บังคับตามมาตรา 189)

1.3.2 ลูกหนี้หาประกันให้แทนการยึดทรัพย์สินไว้
มาตรา 249 ลูกหนี้จะเรียกร้องให้ระงับสิทธิยึดหน่วงด้วยหาประกันให้ไว้ตามสมควรก็ได้

1.3.3 เจ้าหนี้มิได้ครอบครองทรัพย์
มาตรา 250 การครองทรัพย์สินสูญสิ้นไปสิทธิยึดหน่วงก็เป็นอันระงับสิ้นไปด้วยแต่ความที่กล่าวนี้ท่านมิให้ใช้บังคับแก่กรณีที่ทรัพย์สินอันยึดหน่วงไว้นั้นได้ให้เช่าไปหรือจำนำไว้ด้วยความยินยอมของลูกหนี้ (ดูเรื่องการถูกแย่งการครอบครอง มาตรา 1375 มาตรา 268 และมาตรา 1336 ประกอบด้วย)

1.3.4 เจ้าหนี้ทำผิดหน้าที่ของตนในการดูและรักษาทรัพย์ที่ยึดหน่วงไว้
มาตรา 246 ผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงจำต้องจัดการดูแลรักษาทรัพย์สินที่ยึดหน่วงไว้นั้นตามสมควรเช่นจะพึงคาดหมายได้จากบุคคลในฐานะเช่นนั้น

อนึ่งทรัพย์สินซึ่งยึดหน่วงไว้นั้น ถ้ามิได้รับความยินยอมของลูกหนี้ท่านว่าผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงหาอาจจะใช้สอย หรือให้เช่าหรือเอาไปทำเป็นหลักประกันได้ไม่แต่ความที่กล่าวนี้ท่านมิให้ใช้บังคับไปถึงการใช้สอยเช่นที่จำเป็นเพื่อจะรักษาทรัพย์สินนั้นเอง

ถ้าผู้ทรงสิทธิยึดหน่วงกระทำการฝ่าฝืนบทบัญญัติใดที่กล่าวมานี้ท่านว่าลูกหนี้จะเรียกร้องให้ระงับสิทธินั้นเสียก็ได้
*
ค่าใช้จ่ายในการดูแลรักษาทรัพย์เรียกเอาจากลูกหนี้ได้และคงเป็นบุริมสิทธิตามมาตรา 269 ด้วย

2. บุริมสิทธิ

2.1
ความหมายและลักษณะสำคัญของบุริมสิทธิ

มาตรา 251 ผู้ทรงบุริมสิทธิย่อมทรงไว้ซึ่งสิทธิเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ในการที่จะได้รับชำระหนี้อันค้างชำระแก่ตนจากทรัพย์สินนั้นก่อนเจ้าหนี้อื่นๆ โดยนัยดังบัญญัติไว้ในประมวลกฎหมายนี้ หรือบทบัญญัติแห่งกฎหมายอื่น ตามมาตรานี้พอจะเห็นความหมายของบุริมสิทธิดังนี้

2.1.1 บุริมสิทธิเป็นสิทธิประการหนึ่งของเจ้าหนี้ ที่กฎหมายเรียกว่าผู้ทรงบุริมสิทธิเป็นสิทธิที่จะบังคับเหนือทรัพย์สินของลูกหนี้ (ถ้าไม่มีหนี้ก็มีบุริมสิทธิไม่ได้)

2.1.2 เป็นสิทธิที่จะบังคับชำระหนี้จากทรัพย์ที่อยู่ภายใต้บังคับของบุริมสิทธินั้นก่อนเจ้าหนี้อื่น (โดยทั่วไปเจ้าหนี้ทุกคนมีสิทธิเท่าเทียมกันในการเรียกชำระหนี้แต่บุริมสิทธิเป็นกรณีพิเศษ)

2.1.3 บุริมสิทธิเกิดขึ้นได้ก็แต่โดยบทบัญญัติของกฎหมายเท่านั้น (กฎหมายอื่นนอกเหนือไปจากที่บัญญัติไว้ใน ปพพ.ก็ได้)


ตามที่กล่าวมานี้จะเห็นได้ว่า บุริมสิทธิมีลักษณะสำคัญดังนี้

1. บุริมสิทธิทั้งบุริมสิทธิสามัญหรือพิเศษ ใช้ยันกับบุคคลอื่นได้ (เจ้าหนี้มีสิทธิที่จะบังคับบุริมสิทธินั้นก่อนคนอื่น และ มาตรา 268 ถ้าสังหาริมทรัพย์นั้นถูกลักหรือสูญหายท่านให้ใช้บังคับตามบทกฎหมายว่าด้วยการแสวงคืนครอง ผู้มีบุริมสิทธิสามารถตามทรัพย์นั้นคืนมาได้)

2. บุริมสิทธิแบ่งแยกไม่ได้ (ได้กล่าวมาแล้ว)
*
ถ้าบังคับหนี้จากบุริมสิทธิแล้วแต่ยังรับชำระหนี้ไม่หมดจำนวนที่ค้างยังเรียกได้อย่างหนี้สามัญทั่วไป (อย่าลืมเรื่องการจำนองที่บังคับได้แต่ทรัพย์ที่จำนองเท่านั้นยกเว้นได้ทำสัญญากันไว้ล่วงหน้า)

3. บุริมสิทธิเป็นทรัพย์สิทธิประเภทที่เรียกว่าอุปกรณ์สิทธิ (เกิดจากหนี้และระงับตามหนี้)

2.2
บุริมสิทธิสามัญ

มาตรา 253 ถ้าหนี้มีอยู่เป็นคุณแก่บุคคลผู้ใดในมูลหนี้อย่างหนึ่งอย่างใด ดั่งจะกล่าวต่อไปนี้บุคคลนั้นย่อมมีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินทั้งหมดของลูกหนี้ คือ
(1)
ค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ร่วมกัน
(2)
ค่าปลงศพ
(3)
ค่าภาษีอากร
(4)
ค่าจ้างเสมียน คนใช้ และคนงาน
(5)
ค่าเครื่องอุปโภคบริโภคอันจำเป็นประจำวัน
มาตรานี้กำหนดหนี้ประเภทต่าง ๆที่เจ้าหนี้มีบุริมสิทธิสามัญบุริมสิทธิสามัญมีสิทธิเรียกชำระได้
จากทรัพย์สินทุกอย่างของลูกหนี้ซึ่งต้องเป็นหนี้จาก 5 รายการดังที่กล่าวมา

1. ค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ร่วมกัน
มาตรา 254 บุริมสิทธิในมูลค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์อันร่วมกันนั้นใช้สำหรับเอาค่าใช้จ่ายอันได้เสียไปเพื่อประโยชน์ของเจ้าหนี้หมดทุกคนร่วมกันเกี่ยวด้วยการรักษา การชำระบัญชีหรือการเฉลี่ยทรัพย์สินของลูกหนี้

ถ้าค่าใช้จ่ายนั้นมิได้เสียไปเพื่อประโยชน์ของเจ้าหนี้หมดทุกคนไซร้บุริมสิทธิย่อมจะใช้ได้แต่เฉพาะต่อเจ้าหนี้ผู้ที่ได้รับประโยชน์จากการนั้น
เป็นกรณีที่มีเจ้าหนี้หลายคนและเจ้าหนี้คนหนึ่งเป็นผู้ดำเนินการเพื่อได้มาซึ่งการชำระหนี้ (ฟ้องร้องต่อศาลบังคับเอาทรัพย์สินมาขายทอดตลาด) ค่าใช้จ่ายต่าง ๆในการดำเนินการนั้นเป็นบุริมสิทธิ ที่กฎหมายให้ได้รับการชำระก่อนหนี้อื่น ๆ

2. ค่าปลงศพ
มาตรา 255 บุริมสิทธิในมูลค่าปลงศพนั้นใช้สำหรับเอาค่าใช้จ่ายในการปลงศพตามควรแก่ฐานานุรูปของลูกหนี้

3. ค่าภาษีอากร
มาตรา 256 บุริมสิทธิในมูลค่าภาษีอากรนั้นใช้สำหรับเอาบรรดาค่าภาษีอากรในที่ดิน ทรัพย์สินหรือค่าภาษีอากรอย่างอื่นที่ลูกหนี้ยังค้างชำระอยู่ในปีปัจจุบันและก่อนนั้นขึ้นไปอีกปีหนึ่ง เช่น ค่าฤชาธรรมเนียม ค่าพรีเมี่ยม เงินกินเปล่าแต่จำกัดเฉพาะที่รัฐเป็นเจ้าหนี้เท่านั้น

4. ค่าจ้างเสมียนคนใช้และคนงาน
มาตรา 257 บุริมสิทธิในมูลค่าจ้างเสมียนหรือคนใช้เพื่อการงานที่ได้ทำให้แก่ลูกหนี้นั้นใช้สำหรับเอาค่าจ้างนับถอยหลังขึ้นไป 4 เดือน แต่ไม่เกินสามร้อยบาทต่อเสมียนหรือคนใช้คนหนึ่งๆ
บุริมสิทธิในมูลค่าจ้างคนงานนั้นใช้สำหรับเอาค่าจ้างนับถอยหลังขึ้นไปสองเดือนแต่ไม่ให้เกินร้อยสิบห้าบาทต่อคนงานคนหนึ่ง ๆ (จำนวนเงินนี้เป็นจำนวนที่เหมาะสมขณะบัญญัติกฎหมาย)

5. ค่าเครื่องอุปโภคบริโภคอันจำเป็นประจำวัน
มาตรา 258 บุริมสิทธิในมูลค่าเครื่องอุปโภคบริโภคอันจำเป็นประจำวันนั้นใช้สำหรับเอาค่าเครื่องอุปโภคบริโภค ซึ่งยังค้างชำระอยู่นับถอยหลังขึ้นไปหกเดือนเช่น ค่าอาหาร เครื่องดื่ม โคมไฟ ฟืน ถ่านอันจำเป็นเพื่อการครองชีพของลูกหนี้และบุคคลในสกุลซึ่งอยู่กับลูกหนี้จำต้องอุปการะกับทั้งคนใช้ของลูกหนี้ด้วย

2.3 บุริมสิทธิพิเศษ
บุริมสิทธิพิเศษมีอยู่เหนือทรัพย์สินเฉพาะบางสิ่งที่กฎหมายระบุโดยแบ่งออกเป็นสองประเภทคือบุริมสิทธิพิเศษเหนือสังหาริมทรัพย์ และบุริมสิทธิพิเศษเหนืออสังหาริมทรัพย์


2.3.1
บุริมสิทธิพิเศษเหนือสังหาริมทรัพย์

มาตรา 259 ถ้าหนี้มีอยู่เป็นคุณแก่บุคคลผู้ใดในมูลอย่างหนึ่งอย่างใด ดั่งจะกล่าวต่อไปนี้บุคคลผู้นั้นย่อมมีบุริมสิทธิเหนือสังหาริมทรัพย์เฉพาะอย่างของลูกหนี้ คือ
(1)
เช่าอสังหาริมทรัพย์
(2)
พักอาศัยในโรงแรม
(3)
รับขนคนโดยสาร หรือของ
(4)
รักษาสังหาริมทรัพย์
(5)
ซื้อขายสังหาริมทรัพย์
(6)
ค่าเมล็ดพันธ์ ไม้พันธ์หรือปุ๋ย
(7)
ค่าแรงงานกสิกรรมหรืออุตสาหกรรม
ซึ่งจะพิจารณาเป็นลำดับไปดังนี้

1. เช่าอสังหาริมทรัพย์
มาตรา 260 บุริมสิทธิในมูลเช่าอสังหาริมทรัพย์นั้นใช้สำหรับเอาค่าเช่าอสังหาริมทรัพย์และหนี้
อย่างอื่นของผู้เช่าอันเกิดจากความเกี่ยวพันในเรื่องเช่าและมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์ของผู้เช่าซึ่งอยู่ในหรือบนอสังหาริมทรัพย์นั้น
อุทาหรณ์ : ข. เป็นผู้เช่าบ้านก. หลังหนึ่ง ในส่วนค่าเช่า ก. มีบุริมสิทธิเหนือสังหาริมทรัพย์ทั้งหลาย ซึ่ง ข.นำเข้ามาไว้ในบ้านและในบริเวณ รวมทั้งเคหะสัมภาระบางอย่าง สัตว์ รถยนต์ (ถ้ามี)รูปภาพ สมุดหนังสือ รูปปั้น ฯลฯ
มาตรา 261 บุริมสิทธิของผู้ให้เช่าที่ดินนั้นมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์ทั้งหลายอันผู้เช่าได้นำเข้ามาไว้บนที่ดินที่ให้เช่าหรือนำเข้ามาไว้ในเรือนโรงอันใช้ประกอบกับที่ดินนั้นและมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์เช่น สำหรับที่ใช้ในที่ดินนั้นกับทั้งเหนือดอกผลอันเกิดจากที่ดินซึ่งอยู่ในครอบครองของผู้เช่านั้นด้วย
บุริมสิทธิของผู้ให้เช่าเรือนโรงย่อมมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์ซึ่งผู้ให้เช่านำเข้ามาไว้ในเรือนโรงนั้นด้วย
มาตรานี้ขยายความแยกเป็น 2 กรณี
กรณีเช่าที่ดินตามวรรคแรกบุริมสิทธิมีอยู่เหนือทรัพย์สินที่ลูกหนี้นำเข้ามาด้วยแม้ไม่ใช่ของลูกหนี้เองแต่ต้องเป็นทรัพย์สินที่สำหรับที่ใช้ในที่ดินนั้น
กรณีเช่าโรงเรือนบนที่ดินตามวรรคสองบุริมสิทธิมีอยู่เหนือสินค้าทั้งหลายที่ผู้เช่านำเข้ามาในร้านด้วย (ทั้งสองกรณีอยู่ภายใต้ มาตรา 268 (ดูประกอบด้วยครับ))
มาตรา 262 ถ้าการเช่าอสังหาริมทรัพย์ได้โอนไปก็ดีหรือได้ให้เช่าช่วงก็ดีบุริมสิทธิของผู้ให้เช่าเดิมย่อมครอบไปถึงสังหาริมทรัพย์ซึ่งผู้รับโอนหรือผู้เช่าช่วงได้นำเข้ามาไว้ในทรัพย์สินนั้นด้วย ความที่กล่าวนี้ท่านให้ใช้ได้ตลอดถึงเงินอันผู้โอนหรือผู้ให้เช่าช่วงจะพึงได้รับจากผู้รับโอนหรือผู้เช่าช่วงนั้นด้วย (ดูมาตรา 544, 545 ด้วยครับ)
มาตรา 263 ในกรณีที่ผู้เช่าต้องชำระบัญชีเฉลี่ยทรัพย์สินทั่วไปนั้นบุริมสิทธิของผู้ให้เช่าย่อมมีอยู่แต่เฉพาะสำหรับเอาใช้ค่าเช่าและหนี้อย่างอื่นเท่าที่มีในระยะกำหนดส่งค่าเช่าเพียงสามระยะคือปัจจุบันระยะหนึ่ง ก่อนนั้นขึ้นไประยะหนึ่ง และต่อไปภายหน้าอีกระยะหนึ่งเท่านั้นและใช้สำหรับเอาค่าเสียหายซึ่งเกิดขึ้นในระยะกำหนดส่งค่าเช่าปัจจุบันและก่อนนั้นขึ้นไปอีกระยะหนึ่งด้วย
มาตรา 264 ในการเรียกร้องของผู้ให้เช่า ถ้าผู้ให้เช่าได้รับเงินประกันไว้ผู้ให้เช่าย่อมมีบุริมสิทธิแต่เพียงในส่วนที่ไม่มีเงินประกัน คือผู้ให้เช่ารับเงินประกันจากผู้เช่า เมื่อผู้เช่าไม่ชำระค่าเช่าผู้หักเอาจากเงินประกัน ถ้าเงินประกันไม่พอค่าเช่าผู้ให้เช่ามีบุริมสิทธิเท่าจำนวนเงินที่ค้างเช่า
มาตรา 266 ผู้ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ หรือเจ้าสำนักโรงแรม โฮเต็ล หรือสถานเช่นนั้นจะใช้บุริมสิทธิของตนบังคับทำนองเดียวกับผู้รับจำนำก็ได้บทบัญญัติทั้งหลายแห่งประมวลกฎหมายนี้ว่าด้วยการบังคับจำนำนั้นท่านให้นำมาใช้บังคับด้วยโดยอนุโลม การบังคับชำระโดยปกติต้องทำโดยขอให้ศาลบังคับแต่บางกรณีกฎหมายให้สิทธิแก่เจ้าหนี้เช่นเดียวกับผู้รับจำนำคือมีสิทธิยึดทรัพย์ไว้จนกว่าจะได้รับการชำระหนี้

ทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้บุริมสิทธิ
มาตรา 268 ในกรณีดั่งได้ปรารภไว้ในความแปดมาตราก่อนนี้นั้นผู้ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ก็ดี เจ้าสำนักโรงแรมก็ดี ผู้ขนส่งก็ดีจะใช้บุริมสิทธิของตนเหนือสังหาริมทรัพย์อันเป็นของบุคคลภายนอกก็ได้เว้นแต่ตนจะได้รู้ในเวลาอันควรได้รู้ว่าทรัพย์สินเหล่านั้นเป็นของบุคคลภายนอก
ถ้าสังหาริมทรัพย์นั้นถูกลักหรือสูญหายท่านให้บังคับตามบทกฎหมายว่าด้วยการแสวงคืนทรัพย์
(
วรรคหลังนี้ตาม มาตรา 1375 เพราะบุริมสิทธิพิเศษเป็นทรัพย์สิทธิเหนือทรัพย์สินที่อยู่ภายใต้บุริมสิทธินั้นจึงสามารถใช้ยันคนภายนอกที่ยึดทรัพย์นั้นไว้โดยไม่มีสิทธิเรียกคืนมาได้)

2. พักอาศัยในโรงแรม
มาตรา 256 บุริมสิทธิในมูลพักอาศัยในโรงแรมนั้นใช้สำหรับเอาเงินบรรดาที่ค้างชำระแก่เจ้าสำนักเพื่อการพักอาศัยและการอื่นๆ อันได้จัดให้สำเร็จความปรารถนาแก่คนเดินทาง หรือแขกอาศัยรวมทั้งการชดใช้เงินทั้งหลายที่ได้ออกแทนไปและมีอยู่เหนือเครื่องเดินทางหรือทรัพย์สินอย่างอื่นของคนเดินทาง หรือแขกอาศัยอันเอาไว้ในโรงแรม โฮเต็ลหรือสถานที่เช่นนั้น
ผู้เช่าที่พักอาศัยค้างค่าเช่า ค่าอาหาร หรือค่าต่าง ๆ (ถ้ามี) เจ้าของโรงแรมย่อมมีบุริมสิทธิเหนือเครื่องเดินทางและทรัพย์สินอื่น ๆของผู้เช่าที่พักอาศัย ตามหลักการทั่วๆ ไปของบุริมสิทธิ (ดูมาตรา 674, 679, 268 ประกอบด้วยครับ)

3. รับขนคนโดยสารหรือของ
มาตรา 267 บุริมสิทธิในมูลรับขนนั้น ใช้สำหรับเอาค่าระวางพาหนะในการรับขนคนโดยสารหรือของกับทั้งค่าใช้จ่ายอันเป็นอุปกรณ์และเป็นบุริมสิทธิที่มีอยู่เหนือของและเครื่องเดินทางทั้งหมดอันอยู่ในมือของผู้ขนส่ง (ดูมาตรา 608, 630, 637, 610, 611, 268 ประกอบด้วยครับ)

4. รักษาสังหาริมทรัพย์
มาตรา 269 บุริมสิทธิในมูลรักษาสังหาริมทรัพย์นั้นใช้สำหรับเอาค่าใช้จ่ายเพื่อรักษา
สังหาริมทรัพย์และมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์อันนั้น
อนึ่งบุริมสิทธินี้ยังใช้สำหรับเอาค่าใช้จ่ายที่จำเป็นอันได้เสียไปเพื่อที่จะสงวนสิทธิหรือรับสภาพสิทธิ หรือบังคับสิทธิ อันเกี่ยวด้วยสังหาริมทรัพย์นั้นอีกด้วย (เช่นฝากทรัพย์ จัดการทรัพย์ จัดการงานนอกสั่งบำรุงรักษาหรือเรียกเอาทรัพย์แทนผู้ไม่อยู่ เป็นต้นผู้นั้นย่อมมีบุริมสิทธิเหนือสังหาริมทรัพย์นั้น)

5. ซื้อขายสังหาริมทรัพย์
มาตรา 270 บุริมสิทธิในมูลหนี้ซื้อขายสังหาริมทรัพย์นั้นใช้สำหรับเอาราคาซื้อขายและดอกเบี้ยในราคานั้นและมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์อันนั้น (บุริมสิทธิของผู้ขายมีอยู่เหนือทรัพย์สินที่ขายไม่ว่าจะได้ส่งมอบแก่ผู้ซื้อไปแล้วหรือยังไม่ได้ส่งมอบก็ตาม)

6. ค่าเมล็ดพันธุ์ ไม้พันธุ์ หรือปุ๋ย
มาตรา 271 บุริมสิทธิในมูลค่าเมล็ดพันธุ์ไม้พันธุ์ หรือปุ๋ยนั้น ใช้สำหรับเอาราคาค่าเมล็ดพันธุ์ ไม้พันธุ์หรือปุ๋ยและดอกเบี้ยในราคานั้นและมีอยู่เหนือดอกผลอันเกิดงอกในที่ดินเพราะใช้สิ่งเหล่านั้นภายในปีหนึ่งนับแต่เวลาที่ใช้ (ทรัพย์สินที่เป็นวัตถุแห่งบุริมสิทธิคือดอกผลอันเกิดจากการใช้เมล็ดพันธุ์ไม้พันธุ์ หรือปุ๋ย นับจากเวลาใช้ภายใน 1 ปี ส่วนอายุความของหนี้นั้นแล้วแต่มูลหนี้ซึ่งเป็นคนละส่วนกัน)

7. ค่าแรงงานกสิกรรม หรืออุตสาหกรรม
มาตรา 272 บุริมสิทธิในมูลค่าแรงงานเพื่อกสิกรรมและอุตสาหกรรมนั้นในส่วนบุคคลที่ได้ทำการงานกสิกรรม ใช้สำหรับเอาค่าจ้างนับถอยหลังขึ้นไปหนึ่งปีและในส่วนบุคคลที่ได้ทำงานอุตสาหกรรมใช้สำหรับเอาค่าจ้างนับถอยหลังขึ้นไปสามเดือนและเป็นบุริมสิทธิที่มีอยู่เหนือดอกผลหรือสิ่งของที่ประดิษฐ์ขึ้นอันเกิดแต่แรงงานของบุคคลนั้น

2.3.2 บุริมสิทธิพิเศษเหนืออสังหาริมทรัพย์
มาตรา 273 ถ้าหนี้มีอยู่เป็นคุณแก่บุคคลผู้ใดในมูลอย่างหนึ่งอย่างใดดังจะกล่าวต่อไปนี้บุคคลผู้นั้นย่อมมีบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์เฉพาะอย่างของลูกหนี้ คือ
(1)
รักษาอสังหาริมทรัพย์
(2)
จ้างทำของเป็นการงานทำขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์
(3)
ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์

1. รักษาอสังหาริมทรัพย์
มาตรา 274 บุริมสิทธิในมูลรักษาอสังหาริมทรัพย์นั้นใช้สำหรับเอาค่าใช้จ่ายเพื่อรักษา
อสังหาริมทรัพย์และมีอยู่เหนืออสังหาริมทรัพย์อันนั้น
อนึ่งบทบัญญัติแห่งมาตรา 269 วรรคสองนั้นท่านให้นำมาใช้บังคับแก่กรณีที่กล่าวมาในวรรคก่อนนี้ด้วย (ทำนองเดียวกันกับการรักษาสังหาริมทรัพย์ตามมาตรา 269)

2. จ้างทำของเป็นการงานทำขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์
มาตรา 275 บุริมสิทธิในมูลจ้างทำของเป็นการงานทำขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์นั้นใช้สำหรับเอาสินจ้าง ค่าทำของเป็นการงานอันผู้ก่อสร้าง สถาปนิกหรือผู้รับจ้างได้ทำลงบนอสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้และมีอยู่เหนืออสังหาริมทรัพย์อันนั้น
อนึ่งบุริมสิทธินี้ย่อมเกิดขึ้นต่อเมื่ออสังหาริมทรัพย์นั้นมีราคาเพิ่มขึ้นในปัจจุบันเพราะการได้ทำขึ้นนั้นและมีอยู่เพียงเหนือราคาที่เพิ่มขึ้นเท่านั้น

3. ซื้อขายอสังหาริมทรัพย์
มาตรา 276 บุริมสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นใช้สำหรับเอาราคาอสังหาริมทรัพย์และดอกเบี้ยในราคานั้นและมีอยู่เหนืออสังหาริมทรัพย์อันนั้น (เฉพาะตามจำนวนซื้อที่ค้างชำระกับดอกเบี้ยอันจะพึงมี ไม่รวมค่าเสียหายอื่นแม้อาจมีได้ก็ตาม (เช่น เบี้ยปรับ)บุริมสิทธิจะมีได้ก็ต่อเมื่อได้โอนทรัพย์เป็นกรรมสิทธิ์ของผู้ซื้อซึ่งเป็นลูกหนี้ไปแล้ว)

2.4
ลำดับและผลแห่งบุริมสิทธิ

2.4.1 ลำดับแห่งบุริมสิทธิ

2.4.1.1 มาตรา 277 เมื่อมีบุริมสิทธิสามัญหลายรายแย้งกันท่านให้ถือว่าบุริมสิทธิทั้งหลายนั้นมีลำดับที่จะให้ผลก่อนหลังดั่งที่ได้เรียงลำดับไว้ในมาตรา 253

เมื่อมีบุริมสิทธิสามัญแย้งกับบุริมสิทธิพิเศษท่านว่าบุริมสิทธิพิเศษย่อมอยู่ในลำดับก่อนแต่บุริมสิทธิในมูลค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ร่วมกันนั้นย่อมอยู่ในลำดับก่อนในฐานะที่จะใช้สิทธินั้นต่อเจ้าหนี้ผู้ได้รับประโยชน์จากการนั้นหมดทุกคนด้วยกัน
(
มาตรา 253 ถ้าหนี้มีอยู่เป็นคุณแก่บุคคลผู้ใดในมูลหนี้อย่างหนึ่งอย่างใดดั่งจะกล่าวต่อไปนี้ บุคคลนั้นย่อมมีบุริมสิทธิเหนือทรัพย์สินทั้งหมดของลูกหนี้คือ
(1)
ค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ร่วมกัน
(2)
ค่าปลงศพ
(3)
ค่าภาษีอากร
(4)
ค่าจ้างเสมียน คนใช้ และคนงาน
(10)
ค่าเครื่องอุปโภคบริโภคอันจำเป็นประจำวัน)

2.4.1.2 บุริมสิทธิพิเศษซึ่งมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์เฉพาะอย่างนั้นกฎหมายกฎหมายจัดลำดับไว้ในมาตรา 278, 279, 280 อีกส่วนหนึ่ง แต่บุริมสิทธิสามัญถ้าแย้งกับบุริมสิทธิพิเศษเข้าแล้ว ตาม มาตรา 277 วรรคสองนี้บัญญัติให้บุริมสิทธิพิเศษมาในลำดับก่อนบุริมสิทธิสามัญเว้นแต่ค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ร่วมกันอันเป็นบุริมสิทธิสามัญตามมาตรา 253 (1) นั้นได้รับยกเว้นให้มาก่อนบุริมสิทธิพิเศษเฉพาะสำหรับเจ้าหนี้ที่ได้รับประโยชน์ร่วมกันเช่นในการขวนขวายจนยึดทรัพย์มาบังคับคดีได้ เป็นต้น

2.4.1.3 บุริมสิทธิพิเศษเหนือสังหาริมทรัพย์อันเดียวกัน อาจแย้งกันเองได้ เช่น เช่านาซื้อกระบือมาทำนา กฎหมายจัดลำดับไว้ตาม มาตรา 278 ดังนี้
มาตรา 278 เมื่อมีบุริมสิทธิแย้งกันหลายรายเหนือสังหาริมทรัพย์อันหนึ่งอันเดียวกันท่านให้ถือลำดับก่อนหลังดั่งที่เรียงไว้ต่อไปนี้ คือ
(1)
บุริมสิทธิในมูลเช่าอสังหาริมทรัพย์ พักอาศัยในโรงแรมและรับขน
(2)
บุริมสิทธิในมูลรักษาสังหาริมทรัพย์ แต่ถ้ามีบุคคลหลายคนเป็นผู้รักษาท่านว่าผู้ที่รักษาภายหลังอยู่ในลำดับก่อนผู้ที่ได้รักษามาก่อน
(3)
บุริมสิทธิในมูลซื้อขายสังหาริมทรัพย์ ค่าเมล็ดพันธุ์ ไม้พันธุ์ หรือปุ๋ยและค่าแรงงานกสิกรรมและอุตสาหกรรม
ถ้าบุคคลผู้ใดมีบุริมสิทธิอยู่ในลำดับเป็นที่หนึ่งและรู้อยู่ในขณะที่ตนได้รับประโยชน์แห่งหนี้มานั้นว่ายังมีบุคคลอื่นซึ่งมีบุริมสิทธิอยู่ในลำดับที่สองหรือที่สามไซร้ท่านห้ามมิให้บุคคลนั้นใช้สิทธิในการที่ตนอยู่ในลำดับก่อนนั้นต่อบุคคลอื่นเช่นว่ามาและท่านห้ามมิให้ใช้สิทธินี้ต่อผู้ที่ได้รักษาทรัพย์ไว้เพื่อประโยชน์แก่บุคคลผู้มีบุริมสิทธิในลำดับที่หนึ่งนั้นเองด้วย
ในส่วนดอกผลท่านให้บุคคลผู้ได้ทำการงานกสิกรรมอยู่ในลำดับที่หนึ่งผู้ส่งเมล็ดพันธุ์ ไม้พันธุ์ หรือปุ๋ย อยู่ในลำดับที่สองและผู้ให้เช่าที่ดินอยู่ในลำดับที่สาม
มาตรานี้จัดลำดับบุริมสิทธิพิเศษเหนือสังหาริมทรัพย์ซึ่งมีอยู่ 7 อย่างออกเป็น 3 ลำดับ
วรรคสอง หลักการได้ทรัพย์สิทธิประการหนึ่งคือถ้ารู้อยู่ในขณะได้ทรัพย์สิทธิมาว่ามีผู้อื่นมีทรัพย์สิทธิอยู่ก่อนแล้วแม้ตนจะได้ทรัพย์สิทธิประเภทที่อยู่ในลำดับก่อนก็จะใช้สิทธิให้เป็นที่เสียหายแก่ผู้ที่มีทรัพย์สิทธิอยู่ในลำดับหลังแต่มีอยู่ก่อนตนแล้วนั้นไม่ได้เพราะได้ชื่อว่าได้ทรัพย์สิทธิมาโดยไม่สุจริต
วรรคสามเป็นลำดับของบุริมสิทธิเหนือดอกผลที่เป็นวัตถุแห่งบุริมสิทธิโดยให้ผู้ลงแรงงานกสิกรรม อุตสาหกรรมมาในลำดับแรก ถัดไปคือผู้ส่งเมล็ดพันธุ์ไม้พันธุ์ หรือปุ๋ยส่วนผู้ให้เช่าอสังหาริมทรัพย์อยู่ลำดับที่สาม
ส่วนอสังหาริมทรัพย์มีบัญญัติไว้ในมาตรา 279 เมื่อมีบุริมสิทธิพิเศษแย้งกันหลายรายเหนืออสังหาริมทรัพย์อันหนึ่งอันเดียวกันท่านให้ถือลำดับก่อนหลังดั่งที่ได้เรียงลำดับไว้ในมาตรา 273
ถ้าได้ซื้อขายสังหาริมทรัพย์นั้นสืบต่อกันไปอีกไซร้ลำดับก่อนหลังในระหว่างผู้ขายด้วยกันนั้นท่านให้เป็นไปตามลำดับที่ได้ซื้อขายก่อนและหลัง
เรียงตามลำดับดังนี้ผู้รักษาอสังหาริมทรัพย์ ผู้รับจ้างทำของบนอสังหาริมทรัพย์ ผู้ขายอสังหาริมทรัพย์ (ผู้ขายในลำดับก่อนมาก่อนผู้ขายในลำดับถัดไป)
ในที่สุด มาตรา 280 เมื่อบุคคลหลายคนมีบุริมสิทธิในลำดับเสมอกันเหนือทรัพย์อันหนึ่งอันเดียวกันท่านให้ต่างคนต่างได้รับชำระหนี้เฉลี่ยตามส่วนมากน้อยแห่งจำนวนที่ตนเป็นเจ้าหนี้

2.4.2ผลแห่งบุริมสิทธิ
บุริมสิทธิสามัญมาลำดับหลังบุริมสิทธิพิเศษเว้นแต่บุริมสิทธิสามัญในมูลค่าใช้จ่ายเพื่อประโยชน์ร่วมกันตามมาตรา 253, 277 เท่านั้น การบังคับบุริมสิทธิสามัญนั้นเพียงแต่เจ้าหนี้ผู้มีบุริมสิทธิสามัญต้องเข้าขอเฉลี่ยทรัพย์สินของลูกหนี้ก่อนที่ทรัพย์สินเหล่านั้นจะถูกแบ่งสันชำระแก่เจ้าหนี้อื่นๆ ไปเสียก่อน
มาตรา 283 บุคคลผู้เอาบุริมสิทธิสามัญต้องรับชำระหนี้เอาจากสังหาริมทรัพย์ของลูกหนี้ก่อนต่อเมื่อยังไม่พอจึงให้เอาชำระหนี้จากอสังหาริมทรัพย์ได้

ในส่วนอสังหาริมทรัพย์นั้นก็ต้องรับชำระหนี้เอาจากอสังหาริมทรัพย์อันมิได้ตกอยู่ในฐานเป็นหลักประกันเสียก่อน

ถ้าบุคคลใดมีบุริมสิทธิสามัญและละเลยด้วยความประมาทเลินเล่อไม่สอดเข้าแย้งขัดในการแบ่งเฉลี่ยทรัพย์ตามความที่กล่าวมาในวรรคทั้งสองข้างบนนี้ไซร้อันบุคคลนั้นจะใช้บุริมสิทธิของตนต่อบุคคลภายนอกผู้ได้จดทะเบียนสิทธิไว้แล้วเพื่อจะเอาใช้จนถึงขนาดเช่นที่ตนจะหากได้รับเพราะได้สอดเข้าแย้งขัดนั้นท่านว่าหาอาจจะใช้ได้ไม่

อนึ่ง บทบัญญัติที่กล่าวมาในวรรคทั้งสามข้างต้นนี้ท่านมิให้ใช้บังคับหากว่าเงินที่ขายอสังหาริมทรัพย์ได้นั้นจะพึงต้องเอามาแบ่งเฉลี่ยก่อนเงินที่ขายทรัพย์สินอย่างอื่นก็ดีหรือหากว่าเงินที่ขายอสังหาริมทรัพย์อันตกอยู่ในฐานเป็นหลักประกันพิเศษนั้นจะพึงต้องเอามาแบ่งเฉลี่ยก่อนเงินที่ขายอสังหาริมทรัพย์อย่างอื่นดุจกัน
การบังคับบุริมสิทธิสามัญต้องบังคับเอาจากทรัพย์สินตามลำดับตามมาตรา 283 วรรคหนึ่งและสองก่อนคือ บังคับเอาจากสังหาริมทรัพย์ก่อนหลังจากนั้นจึงบังคับเอาจากอสังหาริมทรัพย์
มาตรา 284 บุริมสิทธิสามัญนั้นถึงแม้จะมิได้ไปลงทะเบียนเกี่ยวด้วยอสังหาริมทรัพย์ก็ดีย่อมจะยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้เจ้าหนี้ใด ๆ ที่ไม่มีหลักประกันพิเศษนั้นได้แต่ความที่กล่าวนี้ท่านมิให้ใช้ไปถึงการต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้ไปลงทะเบียนสิทธิไว้
บุริมสิทธิสามัญไม่มีบทกฎหมายให้จะทะเบียนไม่ต้องจดทะเบียนก็สมบูรณ์
ผู้รับจำนองมีสิทธิดีกว่าผู้มีบุริมสิทธิสามัญ

บุริมสิทธิพิเศษเหนือสังหาริมทรัพย์
บุริมสิทธิพิเศษเหนือทรัพย์เฉพาะสิ่งของลูกหนี้มีหลักเกณฑ์เกี่ยวกับความสมบูรณ์อยู่บ้างแล้วแต่เป็นสังหาริมทรัพย์หรืออสังหาริมทรัพย์ซึ่งเป็นไปตามนัยแห่งหลักเรื่องความบริบูรณ์ของทรัพย์สิทธิ
1.
มาตรา 281 บุริมสิทธิอันมีอยู่เหนือสังหาริมทรัพย์นั้น ท่านห้ามมิให้ใช้เมื่อบุคคลภายนอกได้ทรัพย์นั้นจากลูกหนี้และได้ส่งมอบทรัพย์ให้กันไปเสร็จแล้ว
หมายความว่าถ้ายังไม่โอน ยังไม่ได้ส่งมอบแก่ผู้อื่นบุริมสิทธิก็ยังสมบูรณ์อยู่ถ้าโอนหรือส่งมอบแล้วบุริมสิทธิก็ระงับไปแต่ไม่ย้อนไปถึงความมีผลบริบูรณ์ของทรัพย์สิทธิในสังหาริมทรัพย์คือบุริมสิทธิพิเศษเหนือสังหาริมทรัพย์เฉพาะบางชิ้นของลูกหนี้อาจเกิดขึ้นและมีผลสมบูรณ์โดยอาศัยอำนาจแห่งมูลหนี้ไม่ต้องอาศัยการครอบครองทรัพย์สินแต่ละชิ้นนั้นก็ได้เช่น บุริมสิทธิพิเศษในการให้เช่าอสังหาริมทรัพย์ ซื้อขายค่าเมล็ดพันธุ์และค่าแรงงาน
แต่หลักทั่วไปในเรื่องความสมบูรณ์ของทรัพย์สิทธิในสังหาริมทรัพย์นั้นอาศัยการครอบครองทรัพย์สินเป็นเครื่องกำหนดว่าในระหว่างบุคคลที่ต่างก็อ้างทรัพย์สิทธิเหนือสังหาริมทรัพย์อันเดียวกันนั้นผู้ใดครอบครองทรัพย์นั้นย่อมมีสิทธิดีกว่า อันเป็นหลักที่เห็นได้จากมาตรา 1303 ถ้าบุคคลหลายคนเรียกเอาสังหาริมทรัพย์เดียวกัน โดยอาศัยหลักกรรมสิทธิ์ต่างกันไซร้ท่านว่าทรัพย์สินตกอยู่ในครอบครองของบุคคลใดบุคคลนั้นมีสิทธิยิ่งกว่าบุคคลอื่นแต่ต้องได้ทรัพย์นั้นมาโดยมีค่าตอบแทนและได้การครอบครองโดยสุจริต
ท่านมิให้ใช้มาตรานี้บังคับถึงสังหาริมทรัพย์ซึ่งระบุไว้ในมาตราก่อนและในเรื่องทรัพย์สินที่ได้มาโดยการกระทำผิด
ต้องมีทั้งการโอนกรรมสิทธิ์และการส่งมอบตามมาตรา 1378, 1379, 1380 ด้วย ถ้าเพียงแต่โอนกรรมสิทธิ์แต่ยังไม่ได้ส่งมอบการครอบครองหรือโอนการครอบครองแต่ไม่ได้โอนกรรมสิทธิ์ไม่ทำให้บุริมสิทธิระงับสิ้นไปตามมาตรา 281 นี้
2.
มาตรา 282 เมื่อมีบุริมสิทธิแย้งกับสิทธิจำนำสังหาริมทรัพย์ท่านว่าผู้รับจำนำย่อมมีสิทธิเป็นอย่างเดียวกันกับผู้ทรงบุริมสิทธิในลำดับที่หนึ่งดั่งที่เรียงไว้ในมาตรา 278 นั้น

บุริมสิทธิพิเศษเหนืออสังหาริมทรัพย์
ทรัพย์สิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์นั้นมีบทบัญญัติถึงความบริบูรณ์เป็นการทั่วไปไว้ในมาตรา 1299 ภายในบังคับแห่งบทบัญญัติในประมวลกฎหมายนี้หรือกฎหมายอื่นท่านว่าการได้มาโดยนิติกรรมซึ่ง อสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์นั้นไม่สมบูรณ์เว้นแต่นิติกรรมจะได้ทำเป็นหนังสือและได้จดทะเบียนการได้มากับพนักงานเจ้าหน้าที่
ถ้ามีผู้ได้มาซึ่งอสังหาริมทรัพย์หรือทรัพย์สิทธิอันเกี่ยวกับอสังหาริมทรัพย์โดยทางอื่นนอกจากนิติกรรมสิทธิของผู้ได้มานั้น ถ้ายังไม่ได้จดทะเบียนไซร้ท่านว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงทางทะเบียนไม่ได้ และสิทธิอันยังมิได้จดทะเบียนนั้นมิให้ยกขึ้นเป็นข้อต่อสู้บุคคลภายนอกผู้ได้สิทธิมาโดยเสียค่าตอบแทนและโดยสุจริตและได้จดทะเบียนสิทธิโดยสุจริตแล้ว
มาตรา 285 บุริมสิทธิในมูลรักษาอสังหาริมทรัพย์นั้นถ้าหากว่าเมื่อทำการเพื่อบำรุงนั้นสำเร็จแล้ว ไปบอกลงทะเบียนไว้โดยพลันไซร้บุริมสิทธิก็คงให้ผลต่อไป (มาตรานี้อ้างถึงทรัพย์สิทธิตามมาตรา 273 (1), 274 ซึ่งเจ้าหนี้ต้องจดทะเบียนจำนวนหนี้ค่ารักษาอสังหาริมทรัพย์ไว้จึงจะมีผลบังคับเป็นบุริมสิทธิเหนืออสังหาริมทรัพย์นั้นได้)
มาตรา 286 บุริมสิทธิในมูลจ้างทำของเป็นการงานทำขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์นั้นหากทำรายการประมาณราคาชั่วคราวไปบอกลงทะเบียนไว้ก่อนเริ่มลงมือทำการไซร้บุริมสิทธิก็คงให้ผลต่อไป แต่ถ้าราคาที่ทำจริงนั้นล้ำราคาที่ได้ประมาณไว้ชั่วคราวท่านว่าบุริมสิทธิในส่วนจำนวนที่ล้ำอยู่นั้นหามีไม่
ส่วนการที่จะวินิจฉัยว่าอสังหาริมทรัพย์นั้นมีราคาเพิ่มขึ้นเพราะการอันได้ทำขึ้นบนอสังหาริมทรัพย์มากน้อยเพียงใดนั้นท่านให้ศาลแต่ตั้งผู้เชี่ยวชาญขึ้นเป็นผู้กะประมาณในเวลาที่มีแย้งขัดในการแบ่งเฉลี่ย
มาตรานี้บัญญัติถึงบุริมสิทธิตามมาตรา 273 (1), 275
มาตรา 287 บุริมสิทธิใดได้ไปจดลงทะเบียนแล้วตามบทบัญญัติแห่งมาตราทั้งสองข้างบนนี้บุริมสิทธินั้นท่านว่าอาจจะใช้ได้ก่อนสิทธิจำนอง
หมายความว่าสิทธิจำนองหลังบุริมสิทธิตามมาตรา 285, 286 นี้ เพราะเจ้าหนี้จำนองมีสิทธิดีกว่าเจ้าหนี้สามัญ ดังบัญญัติไว้ในมาตรา 702 เท่านั้น
มาตรา 288 บุริมสิทธิในมูลซื้อขายอสังหาริมทรัพย์นั้นหากว่าเมื่อไปลงทะเบียนสัญญาซื้อขายนั้นบอกลงทะเบียนไว้ด้วยว่าราคาหรือดอกเบี้ยในราคานั้นยังมิได้ชำระไซร้บุริมสิทธินั้นคงให้ผลต่อไป
ผู้ขายอสังหาริมทรัพย์มีบุริมสิทธิในราคาทรัพย์และดอกเบี้ยที่ค้างชำระตามมาตรา 273 (3), 276 ผู้ขายต้องจดทะเบียนหนี้ที่ค้างชำระในเวลาจดทะเบียนการโอนขายอสังหาริมทรัพย์จึงจะมีบุริมสิทธินี้
มาตรานี้ไม่ได้กล่าวถึงสิทธิจำนองอสังหาริมทรัพย์ที่ซื้อขายนั้นเพราะเป็นกรณีที่ปรับด้วยบทบัญญัติเรื่องจำนองอยู่แล้ว
1.
ถ้าผู้ขายขายทรัพย์ที่ติดจำนองอยู่แล้วในเวลาซื้อขายหนี้จำนองจะติดไปกับทรัพย์ที่ขายตามมาตรา 702 วรรคสองผู้รับจำนองบังคับจำนองเอาแก่ผู้ซื้อได้ตามมาตรา 736 ถ้าผู้ซื้อไม่ประสงค์ที่จะถูกบังคับจำนองดังนี้ผู้ซื้อก็ชำระราคาซื้อแก่ผู้รับจำนองได้ตามมาตรา 229 เท่ากับเป็นการไถ่จำนองเพราะตามปกติราคาซื้อขายย่อมสูงกว่าราคาจำนองอยู่เองผู้ซื้อที่ชำระราคาแก่ผู้รับจำนองได้รับช่วงสิทธิของผู้รับจำนองมาหักราคาซื้อจากผู้ขาย
2.
ถ้าผู้ซื้อค้างชำระแล้วผู้ซื้อจำนองอสังหาริมทรัพย์ต่อไปผู้รับจำนองมีสิทธิภายหลังผู้ขายที่จดทะ
เบียน ราคาที่ค้างชำระไว้เพราะสิทธิจำนองมาก่อนเฉพาะเจ้าหนี้สามัญเท่านั้นไม่อาจอ้างยันเจ้าหนี้บุริมสิทธิพิเศษที่จดทะเบียนสิทธิไว้แล้วได้
ผลแห่งบุริมสิทธิพิเศษเหนืออสังหาริมทรัพย์นอกนี้มีมาตรา 289 ว่าถึงผลแห่งบุริมสิทธิ นอกจากที่ได้บัญญัติไว้ในมาตรา 281 ถึง 288 นี้แล้ว ท่านให้นำบัญญัติทั้งหลายแห่งลักษณะจำนองมาใช้บังคับด้วยตามแต่กรณี


edit @ 2007/07/13 21:06:03

Comment

Comment:

Tweet


#2 by (171.5.206.14|171.5.206.14) At 2014-12-14 21:46,
สัญญาซื้อขายตามแบบตามมาตรา456นั้นต้องทำอย่างไรบ้าง
#1 by นิติศาสตร์ ม.สารคาม (114.128.222.209) At 2009-07-12 19:36,

ชาญชัย ภิรมจิตร์
View full profile