2007/Aug/01

มีสรุปของวิชานิติกรรมและสัญญามาฝาก

ด้วยความอนุเคราะห์จาก พี่พิงค์ + นุ่น

1.1 ต้องมีเจ้าหนี้และลูกหนี้

หมายความว่า เมื่อเกิดหนี้ขึ้นแล้ว จะต้องมีคู่กรณี ซึ่งคู่กรณีฝ่ายหนึ่ง

เรียกว่า เจ้าหนี้ และอีกฝ่ายหนึ่งเรียกว่า ลูกหนี้

1.2 ต้องมีความผูกพันในสิทธิและหน้าที่

ระหว่างกันในเรื่องหนี้ คือ เจ้าหนี้มีสิทธิเรียกร้องให้มีการรับผิดจำกัด

ตัวบุคคลที่หนี้ผูกพันอยู่เท่านั้น ไม่ผูกพันไปถึงบุคคลภายนอก เช่น

(1) ในสัญญาซื้อขาย แลกเปลี่ยน เช่าทรัพย์ คู่สัญญามีสิทธิและหน้าที่ตอบแทนซึ่งกันและกัน

(2) ในบางกรณีไม่มีการตอบแทน เช่น สัญญายืม สัญญาฝากทรัพย์ หรือสัญญาตัวแทนที่ไม่มีบำเหน็จ

(3) สัญญาต่างตอบแทนที่มีลักษณะพิเศษยิ่งไปกว่าสัญญาเช่าธรรมดา เช่น สัญญาเช่าตึกแถว โดยผู้เช่าช่วยออกเงินค่าก่อสร้าง

1.3 ต้องมีวัตถุแห่งหนี้

แบ่งได้เป็น 3 ประเภท คือ การกระทำ การงดเว้นการกระทำ และการ

ส่งมอบทรัพย์สิน

2. สัญญากับบ่อเกิดแห่งหนี้

(1) สัญญาหรือนิติกรรมหลายฝ่ายเป็นบ่อเกิดแห่งหนี้

(2) นิติกรรมฝ่ายเดียว

1 เสรีภาพในการทำสัญญา

(1) บุคคลที่แสดงเจตนานั้นจะต้องมีความสามารถ ถ้าฝ่ายใดฝ่ายหนึ่งไม่มีความ

สามารถในการทำนิติกรรม สัญญานั้นย่อมเป็นโมฆียะ (มาตรา 153)

(2) วัตถุประสงค์ของสัญญาที่คู่สัญญาแสดงเจตนาตกลงกัน ต้องไม่ต้องห้ามชัดแจ้งโดยกฎหมาย ไม่เป็นการพ้นวิสัย ไม่ขัดต่อความสงบเรียบร้อยหรือศีลธรรมอันดีของประชาชน (มาตรา 150)

(3) สัญญาบางประเภทกฎหมายเห็นว่าสำคัญจึงบัญญัติบังคับให้ทำตามแบบ เช่น สัญญาเช่าซื้อ(มาตรา 572) สัญญาซื้อขายอสังหาริมทรัพย์(มาตรา 456) ต้องทำตามแบบที่กฎหมายกำหนดไว้มิฉะนั้นสัญญานั้นย่อมเป็นโมฆะ (มาตรา 152)

2. สาระสำคัญของสัญญา

2.1 ต้องมีบุคคลตั้งแต่สองฝ่ายขึ้นไป

2.2 ต้องมีการแสดงเจตนาเป็นคำเสนอคำสนองตกลงตรงกัน ยินยอมกัน

2.3 ต้องมีวัตถุประสงค์

คำเสนอ คู่กรณีอีกฝ่ายหนึ่งแสดงเจตนาตอบ ถ้าข้อความที่แสดงเจตนาออกมานั้นตรงกันกับคำเสนอ เรียกนิติกรรมฝ่ายหลังว่า คำสนอง เกิดเป็นสัญญาขึ้น

1.1 ลักษณะของคำเสนอ

คำเสนอเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวเกิดจากการแสดงเจตนาของผู้ทำคำเสนอต่อบุคคลอีกฝ่ายหนึ่งซึ่งเป็นผู้รับคำเสนอ

คำเสนอจะต้องมีข้อความแน่นอนชัดเจนพอที่จะให้ถือเป็นข้อผูกพันก่อให้เกิดเป็นสัญญา

คำทาบทาม ที่มีขึ้นเพื่อให้มีการเจรจาที่จะทำสัญญากันต่อไป และแตกต่างกับคำเชื้อเชิญ คำเชื้อเชิญจะมีลักษณะเป็นคำขอที่ให้อีกฝ่ายหนึ่งทำคำเสนอเข้ามา

การแสดงเจตนาทำคำเสนอจะทำด้วยวาจาก็ได้ เป็นลายลักษณ์อักษร หรือด้วยกริยาอาการอย่างใด ๆ ก็ได้

1.2 การถอนคำเสนอ

(1) ในระยะเวลาที่บ่งไว้ให้ทำคำสนองผู้เสนอจะถอนคำเสนอของตนไม่ได้ (มาตรา 354)

(2) ผู้เสนอจะถอนคำเสนอซึ่งกระทำต่อผู้อยู่ห่างโดยระยะทางก่อนเวลาที่ควรมีคำสนองไม่ได้ (มาตรา 355)

(3) คำเสนอต่อบุคคลผู้อยู่เฉพาะหน้าจะมีคำสนองได้ก็แต่ ณ ที่นั้นเวลานั้น (มาตรา 356)

1.3 คำเสนอสิ้นความผูกพัน

(1) ผู้รับคำเสนอบอกปัดไปยังผู้เสนอ (มาตรา 357)

(2) ผู้รับคำเสนอไม่สนองรับภายในกำหนดเวลาที่บ่งไว้ในคำเสนอ ภายในเวลาอันควรคาดหมายว่าผู้เสนอจะได้รับคำบอกกล่าว

(3) กรณีที่ผู้เสนอตายหรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ(มาตรา 360)

มาตรา 360 ซึ่งเป็นข้อยกเว้นของหลัก

หรือก่อนสนองรับผู้สนองได้ทราบว่าผู้เสนอตายแล้วหรือตกเป็นผู้ไร้ความสามารถ

2. คำสนอง

คำสนอง คือ คำตอบของผู้รับคำเสนอต่อผู้เสนอโดยแสดงเจตนาว่าผู้รับคำเสนอนั้นตกลง

(1) คำสนองที่ไม่ตรงกับคำเสนอ

3. คำมั่น

คำมั่นเป็นนิติกรรมฝ่ายเดียวเช่นเดียวกับคำเสนอ มีผลเช่นเดียวกับคำเสนอ คือ ผูกพันผู้ให้คำมั่นว่าตนจะรักษาคำมั่นนั้นจนกว่าเหตุการณ์เกี่ยวกับคำมั่นจะสิ้นสุดลง คำมั่น มี 2 ชนิด

คำมั่นจะให้รางวัลแก่ผู้กระทำการอย่างใดอย่างหนึ่งสำเร็จตามที่กำหนด

วิธีถอนคำมั่นมีลักษณะพิเศษ คือ โฆษณาวิธีใดก็ต้องถอนด้วยวิธีเดียวกันนั้น ถ้าถอนโดยวิธีอื่นจะมีผลสมบูรณ์เฉพาะผู้ที่รู้เท่านั้น ผู้ที่ไม่รู้ว่าผู้ให้คำมั่นถอนคำมั่นยังคงมีสิทธิได้รับรางวัล

คำมั่นจะให้รางวัลในการประกวดชิงรางวัล (มาตรา 365)

คำมั่นชนิดนี้จะต้องมีกำหนดระยะเวลาให้ผู้ส่งเข้าประกวด

สัญญาเกิดขึ้นทันทีในเมื่อคำสนองมีข้อความตรงกับคำเสนอ

4. การตีความสัญญา

ท่านให้ตีความไปตามความประสงค์ในทางสุจริต โดยพิเคราะห์ถึงปกติประเพณีด้วย

สัญญามีค่าตอบแทน หมายถึง สัญญาซึ่งคู่สัญญาต่างให้ประโยชน์เป็นค่าแลกเปลี่ยนตอบแทนซึ่งกันและกัน ซึ่งประโยชน์นี้จะเป็นทรัพย์สินหรือแรงงานก็ได้ เช่น สัญญาซื้อขาย (มาตรา 453) สัญญาจ้างแรงงาน (มาตรา 575) สัญญาฝากทรัพย์โดยมีบำเหน็จ (มาตรา 658) และสัญญากู้ยืมเงินโดยมีดอกเบี้ย (มาตรา 653)

สัญญาไม่มีค่าตอบแทน หมายถึง สัญญาซึ่งคู่สัญญาฝ่ายหนึ่งได้ให้ประโยชน์แก่คู่สัญญาอีกฝ่ายหนึ่งแต่ฝ่ายเดียว โดยคู่สัญญาฝ่ายที่ให้ประโยชน์นั้นไม่ได้รับประโยชน์ตอบแทนเลยเช่น สัญญาให้โดยเสน่หา (มาตรา 521) สัญญายืมใช้คงรูป (มาตรา 640) สัญญายืมใช้สิ้นเปลือง (มาตรา 650) และสัญญาฝากทรัพย์โดยไม่มีบำเหน็จ (มาตรา 657)

สัญญา 2 ประเภท

ก. สัญญามีค่าตอบแทน เช่น สัญญาฝากทรัพย์โดยมีบำเหน็จ กฎหมายได้กำหนดหน้าที่ใช้ความระมัดระวังรักษาของผู้รับฝากไว้สูงกว่าผู้รับฝากโดยไม่มีบำเหน็จ (ดูมาตรา 659 วรรคหนึ่ง วรรคสอง และวรรคสาม)

ข. การเพิกถอนการฉ้อฉลตามมาตรา 237 ถ้าเป็นสัญญามีค่าตอบแทน ลูกหนี้กับบุคคลภายนอกผู้ได้ลาภงอกนั้นจะต้องได้รู้ข้อความจริงอันทำให้เจ้าหนี้เสียเปรียบ

ค. ในระหว่างผู้รับโอนโดยสุจริตด้วยกันผู้รับโอนที่มีค่าตอบแทนย่อมมีสิทธิดีกว่าผู้รับโอนที่ไม่ได้เสียค่าตอบแทน(ดูมาตรา 1299

ง. สัญญามีค่าตอบแทน ปัญหาเรื่องการชำรุดบกพร่องหรือการรอนสิทธิ หากเกิดมีขึ้นก่อนส่งมอบย่อมฟ้องร้องบังคับกันได้ (ดูมาตรา 472 มาตรา 475 มาตรา 479มาตรา 530มาตรา 549 มาตรา 578 และมาตรา 600) แต่สัญญาไม่มีค่าตอบแทน ผู้ที่ได้รับทรัพย์สินนั้นจะต้องรับไปตามสภาพที่เป็นอยู่จะทักท้วงเรียกค่าเสียหายไม่ได้

จ. สัญญามีค่าตอบแทน ค่าธรรมเนียมในการทำสัญญา กฎหมายบัญญัติบังคับไว้ให้คู่สัญญาเสียคนละครึ่ง (มาตรา 457 และมาตรา 539) แต่ถ้าเป็นสัญญาไม่มีค่าตอบแทน กฎหมายบัญญัติให้ผู้ได้รับประโยชน์ไปฝ่ายเดียวเป็นผู้เสียค่าธรรมเนียม

มีค่าตอบแทนพิเคราะห์ถึง ประโยชน์ ที่คู่สัญญาจะให้ตอบแทนกัน แต่สัญญาต่างตอบแทนพิเคราะห์ถึง หนี้ ที่คู่สัญญามีหน้าที่ปฏิบัติต่อกัน

สัญญากู้ยืมเงิน เป็นสัญญามีค่าตอบแทนโดยผู้กู้จะต้องให้ประโยชน์เป็นดอกเบี้ยให้แก่ผู้ให้กู้ แต่ไม่เป็นสัญญาต่างตอบแทน

สัญญาฝากทรัพย์โดยมีบำเหน็จ แม้ผู้ฝากจะต้องให้ประโยชน์ค่าฝากเป็นบำเหน็จแก่ผู้รับฝากการส่งมอบทรัพย์สินที่ฝากเป็นองค์ประกอบของสัญญา มิได้ก่อให้เกิดสิทธิให้ผู้รับฝากเรียกร้องให้ผู้ฝากนำทรัพย์มาฝาก จึงไม่ใช่สัญญาต่างตอบแทน

ผลแห่งสัญญาต่างตอบแทนและสัญญาไม่ต่างตอบแทน แตกต่างกันดังนี้

ก. การเรียกร้องให้ชำระหนี้

ข. ผลแห่งความเสียหายหรือสูญหายที่เกิดแก่ทรัพย์